บทความ


ยิ่งเข้า ฟิตเนส ยิ่งอ้วนเกิดจากอะไร

ยิ่งเข้า ฟิตเนส ยิ่งอ้วนเกิดจากอะไร

ปัจจุบัน เรามักจะเห็น คนส่วนใหญ่ หันมาออกกลังกายใน ฟิตเนส ( Fitness ) กันมากขึ้น เพราะด้วยเรื่องของ การดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ เรื่องของการมีหุ่นที่ดี ทำให้ใครหลาย ๆ คน เลือกที่จะเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) เพื่อให้มีหุ่นที่ดี แต่ทำไม ยิ่งเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ก็ยิ่งอ้วนนั้น เกิดจากอะไร วันนี้เรามีคำตอบ ไปดูกันเลยครับ

 

เมื่อไหร่ ที่เราอยากจะมีหุ่นที่ดี อยากลดน้ำหนัก สิ่งที่เรา มักจะนึกถึง เป็นอย่างแรกก็คือ การเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) เพราะความคิดที่ว่า เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) แล้วจะทำให้ผอมแน่ ๆ แต่ทำไม การเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ของหลาย ๆ คนทำไม ยิ่งเข้าไปออกกำลังกายแล้ว ทำไมยังอ้วนอยู่ หรือ บางคนก็ยิ่งเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) ก็ยิ่งอ้วน สาเหตุที่ทำให้ เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) แล้วยังอ้วนอยู่ นั้นเกิดจากอะไร เราไปดูกันเลยครับ ยิ่งเข้า ฟิตเนส ยิ่งอ้วนเกิดจากอะไร

 

 

1. ไม่เพิ่มระยะทางและเวลาในการวิ่ง

หลาย ๆ คนที่ต้องการลดน้ำหนัก เมื่อเริ่มวิ่งไปสักพัก ก็จะเริ่มอยู่ตัว และ คงที่ หรือบางคน ก็วิ่งเท่าเดิม ซึ่งไม่มีการเพิ่มความท้าทาย หรือ เพิ่มระยะทาง ให้กับตัวเอง เนื่องการวิ่ง ในระยะทางที่เท่าเดิม เวลาเดิม ๆ จะทำให้ กล้ามเนื้อ และ ร่างกายเกิดความเคยชิน กับการออกกำลังกาย แบบเดิม จึงทำให้ หลาย ๆ คนที่เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) อยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังอ้วนอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นหากเพื่อน ๆ ต้องการวิ่งแล้วให้ผอม ก็ต้องมีการเพิ่มระยะทาง ในการวิ่ง และ เพิ่มเวลาในการวิ่งนะครับ เพื่อให้ร่างกาย ได้มีการเผาผลาญเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายของเรา ได้มีการพัฒนา เพิ่มขึ้น อีกด้วยนะครับ

 

2. ทานอาหารแบบผิดวิธี

คนที่ออกกำลังกาย หลาย ๆ คนเมื่อมีถึงเวลา ที่ต้องทานอาหาร ก็จะนึกถึง การทาน อาหารคลีน ( Clean food ) สะส่วนใหญ่ เพราะคิดว่า หลังจากออกกำลังกาย ต้องทาน อาหารคลีน ( Clean food ) เพราะ จะช่วยให้ ลดน้ำหนักได้เร็ว ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว การทานอาหาร หลังออกกำลังกาย ควรจะเน้นไปที่ การทานโปรตีน หรือ ทานอาหารที่มี โปรตีนสูง เพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกาย และ สร้างกล้ามเนื้อ เพราะคนที่ลดน้ำหนัก ก็ต้องทาน โปรตีน เช่นกันนะครับ เพราะการทาน โปรตีน จะเป็นการเพิ่มการเผาผลาญ ให้กับร่างกาย นะครับ และควรที่จะ มีการทานอาหาร ที่มีไขมันต่ำ และ อาหารที่มีน้ำตาลน้อยด้วยนะครับ เพราไม่อย่างงั้น ทานโปรตีน เยอะขนาดไหน ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

 

 

3. ให้รางวัลตัวเองง่ายเกินไป

สิ่งที่หลาย ๆ คนมักจะพลาดก็คือ การให้รางวัลตัวเอง ง่ายเกินไป โดยบางคนอาจจะมีการตั้ง ชาเลนจ์เอาไว้ พอทำได้ ก็ให้รางวัลตัวเอง ด้วยการกิน ซึ่งวิธีนี้ ถือว่าวิธีที่ดี แต่ของรางวัล ก็ไม่ควรที่จะให้เยอะ เกินไปนะครับ หากให้เยอะ จะทำให้ติดเป็นนิสัย และ อยากทานแต่ของอ้วน ตลอดเวลา ทำให้การลดน้ำหนักไม่เห็นผล เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) เท่าไหร่ก็ไม่ผอม สักที เพราะฉะนั้น ให้รางวัลกับตัวเองได้ แต่ให้แบบพอดี พอเหมาะ พอควรนะครับ

 

4. น้ำตาลแฝง

เมื่อมีการลดน้ำหนัก สิ่งที่คนส่วนมักเลือกก็คือ การทานผลไม้ แต่หารู้หรือไม่ว ว่าการทานผลไม้ นั่นแหละคือ แหล่งน้ำตาลชั้นดี เพราะว่าในผลไม้มีน้ำตาลอยู่ในนั้น จึงทำให้ยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) แต่ก็ยังคงอ้วนอยู่ เพราะฉะนั้น สำหรับคนลดน้ำหนัก สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือ เรื่องของ น้ำตาลแฝงนะครับ นอกจากนี้ น้ำตาลแฝง ยังมาได้กับ อาหาร ที่ทานในแต่ละวัน อีกด้วยนะครับ

 

 

5. วิ่งอย่างเดียว

การลดน้ำหนัก ไม่ใช่การวิ่ง แล้วจะผอม แต่การที่คุณนั้น จะลดน้ำหนักได้หนักได้นั้น คุณจะต้องมีการออกกำลังกาย แบบการออกแรงต้าน ด้วยนะครับ นั่นก็คือ การเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพื่อเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อ จะเป็นตัวช่วย ในการเผาผลาญไขมัน และ เป็นตัวช่วยในการ ลดน้ำหนัก ดังนั้นเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ก็ไม่ควรสิ่งอย่างเดียว นะครับ ควรที่มีการ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ควบคู่ไปด้วยนะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

How to เข้าฟิตเนสต่อเนื่อง

ข้อห้าม การเข้า ฟิตเนส ที่ทำให้ หุ่นไม่เฟิร์ม

ฟิตเนส

เลือกอุปกรณ์ ออกกำลังกาย อย่างไร เมื่อเข้า ฟิตเนส

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คน เมื่อได้เข้า ไปใช้ บริการ ฟิตเนส ( Fitness ) ครั้งแรก ก็อาจจะ มีความรู้สึก กังวล และ กลัวว่า เข้าไปแล้ว ต้องทำตัว อย่างไร แล้วถ้า จะเริ่ม ออกกำลังกาย ต้องเริ่มด้วย อุปกรณ์ แบบไหนก่อนดี ถึงจะเหมาะสม และ ตอบโจทย์ ของเรา

 

การเล่น อุปกรณ์ ออกกำลังกายใน ฟิตเนส ( Fitness ) ควรเริ่ม จากอะไร?

1) อุปกรณ์ ออกกําลังกาย ประเภท คาร์ดิโอ

เครื่องออกกำลังกาย ประเภท คาร์ดิโอใน ฟิตเนส ( Fitness ) ทั่ว ๆ ไป ที่จะจัด เตรียมเอาไว้ คือ จักรยาน เครื่องสเต็ป เครื่องครอสเทรนนิ่ง ซึ่งการเล่น อุปกรณ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ แทบจะไม่มี ข้อจํากัด เพราะว่า มีแรงกระแทกน้อย แต่ก็ต้อง เล่นให้ ถูกวิธีด้วย ในส่วนของ เครื่องวิ่งสายพาน อาจมี ข้อจํากัด ในผู้ที่มี ปัญหา ของข้อต่อ ข้อเท้า เข่า เพราะมีแรงกระแทก ที่ค่อนข้างมาก แนะนํา ให้ใช้อุปกรณ์ 3 ตัวแรกแทน และ การออกกําลังกาย ประเภท เหมาะสม กับทุกเพศทุกวัย ที่สามารถเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ได้

2) อุปกรณ์ ออกกําลังกาย ประเภท เวทเทรนนิ่ง

เครื่องออกกำลังกาย ประเภท เวทเทรนนิ่ง ไม่ได้เล่น เพื่อให้เกิด กล้ามเนื้อ เหมือนกับ นักเพาะกาย เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วย รักษา มวลกล้ามเนื้อ ไม่ให้ กลายเป็น ไขมัน ซึ่งในข้อนี้ สาว ๆ ส่วนใหญ่ มักจะ เข้าใจผิด  เกี่ยวกับ การเล่น เวทเทรนนิ่ง และ ผู้ที่ทํางาน ในออฟฟิศ ที่มีการเคลื่อนไหว น้อยมาก ๆ ก็จะทำให้ มวลกล้ามเนื้อนั้น น้อยลง อีกทั้ง การเผาผลาญ พลังงาน ก็จะน้อยลง ตามไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุ ของการเกิด ไขมัน เพิ่มตาม ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย กล้ามเนื้อ หย่อนยาน ทําให้อ้วน และ เป็นโรคต่าง ๆ ตามมาได้

 

เพราฉะนั้น การเลือก ออกกำลังกายใน ฟิตเนส ( Fitness ) ควรเลือก ให้เหมาะกับ ตัวเอง และ เป้าหมาย ที่ต้องการ

ทั้งนี้ การมี ผู้ฝึกสอน หรือ ที่เราเรียกกันว่า เทรนเนอร์ ( Trainer )ที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการ ออกกําลังกาย ซึ่งเหมาะสําหรับ ผู้ที่ไม่มั่นใจ ว่าจะ ออกกําลังกาย ได้อย่างถูกต้อง หรือไม่ หรือ ตรงกับ เป้าหมาย ที่ตนเอง ต้องการไหม ก็แนะนําว่า ให้ปรึกษา เทรนเนอร์ ( Trainer )เป็นการส่วนตัวได้ แต่ในกรณีนี้ อาจมีค่าใช้จ่าย เพิ่มเติม เข้ามาด้วย แต่การมี เทรนเนอร์ ( Trainer ) ก็จะช่วย ในเรื่องของ การวางแผน การออกกําลังกาย ให้ตรงเป้าหมาย กับเราได้ เช่น ลดน้ำหนัก เสริมสร้าง กล้ามเนื้อ ให้ดูสวยงาม รวมทั้ง ดูแลเรา ระหว่างที่ ออกกําลังกายด้วย นั่นเอง

 

การเข้าใช้ บริการ ฟิตเนส ( Fitness ) ถือเป็น เรื่องที่ดี และ มีประโยชน์ ต่อสุขภาพ ของเรา เป็นอย่างมาก ถ้าหากมีเวลา ก็ควรไป ออกกำลังกาย กันบ้างนะ เพื่อสุขภาพที่ดี มีความแข็งแรง และ ไม่ป่วยเป็นโรคง่าย ๆ อีกด้วย

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข้อห้าม การเข้า ฟิตเนส ที่ทำให้ หุ่นไม่เฟิร์ม

เข้าฟิตเนส ขณะป่วยควรทำอย่างไรดี

 

ฟิตเนส

ข้อห้าม การเข้า ฟิตเนส ที่ทำให้ หุ่นไม่เฟิร์ม

การเข้าใช้ บริการ ฟิตเนส ( Fitness ) เพื่อการ ออกกำลังกาย ให้สุขภาพดี หุ่นเฟิร์ม เพิ่มกล้ามเนื้อ อีกทั้ง ยังช่วยให้ กระชับสัดส่วน แต่หลาย ๆ คน มักมีวิธี การออกกำลังกาย ในแบบที่ผิด ๆ อยู่ ซึ่งอาจจะ ทำให้ ไม่ได้ผลลัพธ์ ที่น่าพอใจนัก

 

ในวันนี้ เราจะมา พูดถึง ข้อห้าม หรือ สิ่งที่ไม่ควรทำ ในการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ที่ทำให้ หุ่นไม่เฟิร์ม จะมีข้อห้าม แบบไหนกันบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

1) การอยู่ ในจุดเดิม มุมเดิม ๆ ที่เดียว

การอยู่ ในจุดเดิม ๆ มุมเดิม ๆ ตลอด อาจปิดกั้น โอกาสใหม่ ๆ ที่จะได้ จากการ ออกกําลังกาย เช่น ควรเปลี่ยนที่ มายืนใกล้ กับเทรนเนอร์ หรือ ครูผู้สอน มากขึ้น เพื่อจะได้ เห็นท่าท่าง การออกกำลังกาย ชัดขึ้น หรือ ย้ายมายืน บริเวณ ที่มีกระจก ซึ่งจะช่วยให้ จัดวางสรีระ ของตนเอง ได้ถูกต้อง มากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยลด อาการบาดเจ็บ ทําให้ได้ ประโยชน์ อย่างเต็มที่

2) ยืดเส้นสายก่อน แล้วไป วอร์มอัพ

การยืดเส้นสาย ก่อนที่จะ วอร์มอัพ ร่างกาย อาจทำให้เกิด อาการ บาดเจ็บ จากกล้ามเนื้อ ที่ตึงเกินไปได้ เราจึงควร วอร์มอัพ ร่างกาย ด้วยการ ขยับร่างกาย ให้หัวใจ มีอัตราการเต้น เร็วขึ้นก่อน แล้วจึง ค่อยไป ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือ จะรวบยอด ไปทํา หลังจาก ออกกําลังกายเสร็จ ก็จะเกิดผลดี มากกว่า เพราะจะช่วย ลดการหดเกร็ง ของกล้ามเนื้อ จากการ ใช้งาน อย่างหนักได้

 

3) การออกกําลังกาย เฉพาะส่วน มากเกินไป

หลาย ๆ คน ที่เจาะจง บริหารร่างกาย แบบเฉพาะที่ เฉพาะส่วน และหวังผล กับกล้ามเนื้อเดี่ยว แต่ในความจริง ร่างกายต้องการ การเคลื่อนไหว โดยใช้ กล้ามเนื้อ ในส่วนต่าง ๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะช่วย บริหาร กล้ามเนื้อ โดยรวม ได้ดีกว่า และ เผาผลาญพลังงาน ได้มากกว่า และ เห็นผลเร็ว กว่าการ ออกกําลังกาย แบบเจาะจง เฉพาะส่วน

4) ไม่ชอบการยกเวท เพราะไม่อยากมี กล้ามเนื้อ เป็นมัด ๆ แข็ง ๆ

ข้อนี้ มักเป็นปัญหา ของสาว ๆ ที่หลีกเลี่ยง การเวทเทรนนิ่ง เพราะไม่อยากมี กล้ามเนื้อ เป็นมัดแข็ง ๆ นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดมาก ๆ  เพราะจริง ๆ แล้ว การเวทเทรนนิ่ง จะช่วยให้ ร่างกายของเรานั้น เผาผลาญ ไขมันได้ดี มากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้ กระดูกแข็งแรง อีกทั้ง การสร้างกล้ามเนื้อ ให้ใหญ่โต เหมือนผู้ชายนั้น เป็นไปได้ยาก กับรูปร่าง ของผู้หญิง เพราะฉะนั้น การเล่น เวทเทรนนิ่ง ไม่ได้ทำให้ มีกล้ามเนื้อ ใหญ่โต แบบที่คิด

5) ดื่มน้ำ ไม่เพียงพอ กับ ปริมาณ ที่สูญเสียไป

มีงานศึกษาวิจัย มากมาย กล่าวว่า แค่ร่างกาย สูญเสียน้ำ เพียง 2 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถ ลดประสิทธิภาพ การออกกําลังกายได้ เพราะฉะนั้น ควรดื่มน้ำก่อน และ ระหว่าง การออกกําลังกาย อย่างเพียงพอ ควรจิบ ทีละนิด อย่าดื่ม ทีละมาก ๆ เพราะจะทําให้ เกิดการจุกได้

 

เพียงแค่นี้ การเข้า ฟิตเนส ( Fitness )  เพื่อหุ่นที่เฟิร์ม สวย กระชับสัดส่วน ก็จะไม่เป็นปัญหา และอุปสรรค อีกต่อไป

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

พระอาทิตย์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง

การจะเริ่มต้นเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) สำหรับ มือใหม่

เข้าฟิตเนส ขณะป่วยควรทำอย่างไรดี

เข้าฟิตเนส ขณะป่วยควรทำอย่างไรดี

อาการป่วย เป็นอาการที่หลาย ๆ ไม่อยากเจอ และ เป็นอาหารที่หลาย ๆ คนพยายามหลีกเลี่ยง เป็นเพราะว่า อาการป่วย ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ของคนเนรา เป็นอย่างมาก แต่ถ้าหสกป่วยแล้ว สามารถออกกำลังกายได้ไหมนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้ ไปดูกันเลยครับ

 

 

อาหารป่วย เป็นอาการ ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้จริง ๆ แต่ก็เป็นอาการ ที่เรา สามารถเลี่ยงได้ จึงทำให้หลาย ๆ ตระหนักถึง การออกกำลังกาย กันมากขึ้น เพราะต้องการ หลีกเลี่ยง จากความเจ็บป่วย จึงทำให้หลาย ๆ เลือกที่จะ ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) กันมากขึ้น เพื่อต้องการ หลีกเลี่ยงอาการป่วย สำหรับ คนที่ไม่ได้ป่วยก็ดีไป ก็สามารถ ออกกำลังกาย สามารถเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ปกติ แต่สำหรับ คนทที่ป่วยืแต่ต้องการออกกำลังกาย ต้องการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) จะสามารถทำได้ไหม และ ถ้าหากเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) จะต้องทำอย่างไร เราไปดูกันเลยครับ

 

 

1. ดูจากอาการป่วย

การที่คุณมีอาการป่วย แล้วต้องการเข้าฟิตเนส ( Fitness )  เรื่องแรกที่ดูก่อนเลย ก็คือ เรื่องของอาการป่วย เพราะว่า ร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน เพราะบางคนมีอาการป่วยมาก บางคนป่วยน้อย เพราะฉะนั้น อาการป่วยคุณต้องเป็นคน ที่สังเกตเอาเองนะครับ ว่าคุณไหวหรือเปล่า เพราะถ้าหากคุณฝืนตัวเอง มากเกินไป การออกกำลังกาย ของคุณ จะเกิดผลเสียได้นะครับ แต่ถ้าหากคุณ สังเกตอาการป่วยของคุณแล้วพบว่า อาการไม่ค่อยรุนแรงมาก คุณก็สามารถ ออกกลังกาย ได้ปกติแต่ถ้า อาการป่วยของคุณ มีอาการที่รุนแรง คุณก็ควร ที่จะพักร่างกาย หรือ ออกกกลังกาย ให้น้อยลงนะครับ จากเดิมคุณอาจจะเคย ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) วันละ 1 ชั่วโมง คุณก็อาจจะลดลง ให้เหลือ 30 หรือ 15 นาทีก็ได้นะครับ หรือ จะเอาตามที่ตัวเองไหวก็ได้ นะครับ

 

2. ไม่ฝืนตัวเอง

สิ่งที่คนป่วยหลาย ๆ คนอยากทำก็คือ ออกกำลังกายหนัก ๆ เพื่อให้ตัวเองได้หายป่วยเร็ว ๆ เพื่อไม่อยากให้ตัวเองนั้น ต้องทนกับ อาการป่วยที่นานจึงเลือกที่จะ หักโหมร่างกาย เพื่อน ๆ คนไหน ที่มีความคิดแบบนี้ เราบอกก่อนนะครับ ว่าเป็นความคิด ที่ผิดมาก ๆ เพราะว่า การที่คุณฝืน จะได้ผลเสียจากการออกกำลังกาย มากกว่าการที่ได้ผลดี เนื่องจาก หลังจากอาการป่วย ร่างกายของเรา มีสภาพไม่เต็ม 100 % อยู่แล้ว จึงทำให้ เรานั้นออกกำลังกาย ได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้น หลังจากป่วย คุณควรที่จะ ค่อยฟื้นฟูร่างกาย และ ไม่ควรฝืนร่างกาย นะครับ

 

 

3. ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป

อย่างที่เรา ได้บอกไปว่า หลังที่เราป่วยนั้น ร่างกายของคนเรา ไม่ 100 % อยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกาย คุณก็ควรที่จะ มีการออกกำลังกาย ที่ค่อย ๆ ค่อย ๆ ไปนะครับ เพื่อให้ร่างกาย ได้มีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ แม้ว่าการพัฒนา ร่างกายจะช้ากว่าคนนทั่วไป แต่ถ้าหากฝืน คุณจะได้ไม่คุ้มเสีย นะครับ อีกทั้ง การดูแลสุขภาพ ไม่สามารถทำวันเดียวได้ แต่ต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป และ ค่อย ๆ พัฒนาร่างกาย ไปเรื่อย ๆ นะครับ

 

สำหรับคนป่วย จำไว้เสมอว่า การฝืนไม่ใช่ผลดี โดยการออกกลังกาย ก็อาจจะเริ่มจาก การเดิน บนลู่วิ่ง วันละ 10 – 20 นาที่ พออยู่ตัวแล้วค่อย ๆ เพิ่มไปเรื่อย และ การออกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ยั่วยให้คุณ มีแรงบันดาลใจ ที่จะอยากออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ อีกด้วยนะครับ นอกจากนี้ คุณยังได้เพื่อนเพิ่ม อีกด้วยนะครับ และ การออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ยังช่วยให้คุณ หากจากอาการป่วย ได้เร็วขึ้นอีกด้วย

 

เพื่อไม่ให้เกิดาการป่วย ก็ควรออกกำลังกาย เป็นประจำทุกวันนะครับ สำหรับคนป่วยแล้ว ก็ควรออกกำลังกาย เช่นกันนะครับ เพื่อไม่ให้อาการป่วย เป็นไปมากกว่านี้ สำหรับคนที่ร่างกาย แข็งแรง ก็ไม่ควรชล่าใจนะครับ ก็ควรออกกำลังกาย อย่างน้อย วันละ 15 – 20 เป็นประจำทุกวันนะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

How to เข้าฟิตเนสต่อเนื่อง

การจะเริ่มต้นเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) สำหรับ มือใหม่

การจะเริ่มต้นเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) สำหรับ มือใหม่

การจะเริ่มต้นเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) สำหรับ มือใหม่

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ วันนี้เราจะมาแนะนำ มือใหม่ ค่ะว่า การจะเริ่มต้นเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) มาเพื่อ ออกกำลังกาย นั้นมี สิ่งสำคัญ อะไรบ้าง

การเริ่มต้นสำคัญที่สุด

หลาย ๆ คน พยายามตั้งใจ ออกกำลังกาย มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หากใครกำลัง ประสบปัญหาดังกล่าว อาจลองเริ่มจากง่าย ๆ เช่น วิ่ง จากนั้นค่อย ๆ พัฒนา ไปเป็นรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป โดยอาจขอคำแนะนำ จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การออกกำลังกาย เป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด

 

สิ่งที่สำคัญ คือ เอาออกให้มากกว่าเอาเข้า

สำหรับผู้ที่ต้อง การลดน้ำหนัก ต้องจำไว้เสมอว่า ไม่ว่าเราจะ ออกกำลังกาย มากขนาดไหน หากเราไม่ควบคุมอาหาร แต่ยังคงรับประทานอาหารเท่าเดิม น้ำหนักของเรา ก็ไม่มีทางลดลง โดยทุก 3,000 - 4,000 แคลอรี ที่เราบริโภค จะทำให้น้ำหนักเราขึ้น 1 กิโลกรัม แต่การที่เราจะลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมนั้น เราต้องออกกำลังกายถึง 7,000 แคลอรี เลยทีเดียว

 

ไม่มีทาง เผาผลาญไขมันได้ หากไม่ออกกำลังกาย

หลาย ๆ คน พยายามหาวิธี ลดไขมัน โดยออกกำลังกายน้อย ซึ่งโดยธรรมชาติ ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน และ ความเชื่อที่ว่า ต้องออกกำลังกายต่อเนื่อง 30 นาที ร่างกายจึงจะนำพลังงาน จากไขมันออกมา ไม่จำเป็นต้อง ออกกำลังกาย ต่อเนื่อง ยาวนานถึง 30 นาที ก็สามารถ เผาผลาญไขมันได้ หากคุณออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดิน หรือ ยืนแกว่งแขน ก็ต้องใช้เวลานาน กว่าร่างกายจะดึงไขมัน ออกมาใช้ ต่างจาก การวิ่ง หรือ ว่ายน้ำ ร่างกายจะดึง ไขมัน ออกมาใช้ได้เร็วกว่า

 

ระดับ ของการออกกำลังกาย แต่ละคนไม่เท่ากัน

การออกกำลังกาย มีหลายระดับต่ำ คือ รู้สึกเฉย ๆ พูดคุยตอบโต้ ได้ตามปกติ ระดับกลาง หมายถึง เหนื่อยแต่ยัง สามารถพูดคุยได้ปกติ ส่วนระดับสูง คือ พูดไม่ได้ และ ต้องหายใจทางปาก ทั้งนี้ระดับที่เหมาะสม ต่อการเผาผลาญไขมัน คือ ระดับกลาง แต่ระดับของแต่ละคน ก็ไม่เท่ากันอีกเช่นกัน เช่น การออกกำลังกายโดยการวิ่ง 1 กิโลเมตร ภายใน 6 นาที สำหรับนักกีฬา อาจจะอยู่ที่ระดับกลาง แต่สำหรับคนปกติ อาจจะเป็นระดับสูง เลยทีเดียว ดังนั้นเราควร ปรับระดับ ให้เหมาะกับตัวเอง ไม่สามารถอ้างอิง จากผู้อื่นได้

 

ระยะเวลาไม่ส่งผล

เป็นความเข้าใจผิด ที่ว่าการออกกำลังกาย 30 นาที ต่อเนื่อง จะดีที่สุด แต่ในความจริงแล้ว การออกกำลังกาย 10 นาที 3 รอบ ก็ส่งผลเหมือนกัน หากมีการ เผาผลาญแคลอรี ที่เท่ากัน

 

การออกกำลังกายที่แนะนำ

การออกกำลังกายที่แนะนำ ว่าส่งผลดีที่สุด ต่อร่างกาย คือ การออกกำลังกาย ระดับปานกลาง 30 นาที ต่อวัน สัปดาห์ละ 3 - 5 วัน หรือ 2.55 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ถ้าเป็นระดับสูง ควรลดลงครึ่งหนึ่ง

 

ออกกำลังกาย เพื่อเปลี่ยนชีวิต ไม่ใช่แค่ลดน้ำหนัก

อย่าเลิกออกกำลังกาย แม้ว่าคุณจะได้ น้ำหนักที่ต้องการ แล้วก็ตาม เพราะวิถีชีวิตที่ดี คือ สิ่งที่จะทำให้รูปร่างที่ดี อยู่กับคุณตลอดไป

 

หากเพื่อน ๆ สนใจ อยากลองมาออกกำลังกายที่ ฟิตเนส ( Fitness ) เราขอแนะนำ FIT24 หรือ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เป็นสถานที่ให้บริการฟิตเนสชั้นนำ ที่มีคุณภาพ สำหรับทุกคน ในทุก ๆ วัน ตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานทุกคน พร้อมให้บริการ ด้วยความเป็นมิตร และ ความจริงใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี และ เสริมสร้างสมรรถนะ ของร่างกาย

 

สามารถออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) แบบครบวงจร พร้อมอุปกรณ์ ออกกำลังกายที่ดีที่สุด ที่คัดสรรมาให้เพื่อน ๆ สายสุขภาพได้ออกกำลังกายกันอีกด้วย นอกจาก ฟิตเนส แล้ว FIT24 ยังมีการสอน มวยไทย หรือ สถานที่ฝึกซ้อม มวยไทย บริการอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ ครบ จบ ทุกการออกกำลังกาย เลยนะคะ

 

FIT24 มีสาขาดังนี้

  • Praartit FIT24 ( สาขาข้าวสาร )
  • Ratchada FIT24 ( สาขารัชดา อยู่ติดกับโพไซดอน )
  • Srinakarin FIT24 ( สาขาศรีนครินทร์ อยู่ด้านในปั้มบางจาก ถนนศรีนครินทร์ )

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

How to เข้าฟิตเนสต่อเนื่อง

How to เข้าฟิตเนสต่อเนื่อง

การออกกำลังกาย ให้สม่ำเสมอ เป็นเรื่อง ที่ยากมาก สำหรับหลาย ๆ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ การออกกำลังกายนั้น ไม่สม่ำเสมอ แล้ววันนี้ เราจะทำอย่างไร เพื่อให้ตัวเอง เข้าฟิตเนส ( Fitness ) ได้สม่ำเสมอ

 

การออกกำลังกาย แม้ว่าจะในปัจจุบันนี้ จะเป็นเทรนด์ ที่กำลังมาแรง และ การออกกำลังกาย ก็ถือว่า เป็นกิจกรรม ที่ดีต่อสุขภาพ ก็ตามนะครับ เราเชื่อว่ามีหลาย ๆ คนที่ถึงประโยชน์ ที่ได้ขากการ ออกกำลังกาย แต่อย่างไร ก็ตาม สำหรับบางคนนั้น การออกกำลังกาย ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่ยาก และฝืนตัวเองมาก ๆ โดยเฉพา การเข้าฟิตเนส ( Fitness ) สถานที่ออกกำลังกาย ยอดนิยม และ เป็นสถานที่ ที่มีแต่คนออกกำลังกาย อยู่รวมตัวกัน จึงทำให้หลาย ๆ คนไม่กล้าที่จะเดินเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) หรือ เข้าฟิตเนส ( Fitness ) แล้วก็ไม่สามารถ ออกกำลังกาย ได้อบ่างสม่ำเสมอ ซึ่งวันนี้ เราก็มีวิธีคิดดี ๆ มาฝาก ๆ เพื่อนว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ได้อย่าง สม่ำเสมอ ไปดูกันเลยครับ

 

 

1. หาเพื่อนออกกำลังกาย

สิ่งที่ง่ายที่สุด สำหรับการออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ก็คือ การหาเพื่อนไปฟิตเนส ( Fitness ) ด้วยกัน หลาย ๆ การที่หลาย ๆ คนไม่อยากไปออกกำลังกาย หรือ ไม่อยากเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ก็เป็นเพราะว่า ความเหงา ไม่มีเพื่อน ดังนั้น เพื่อเป็นการ ตัดปัญหาในเรื่องนี้ ทางแก้ก็คือ หาเพื่อนไปฟิตเนส ( Fitness ) ด้วยกัน หากคุณไม่มีเพื่อน ๆ ด้วยจริง ๆ อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้ ก็คือ การหาเพื่อใหม่ในฟิตเนส ( Fitness ) เพื่อให้ตัวเอง ไม่เหงานะครับ แต่การหาเพื่อนใหม่ ก็ควรระวัง เรื่องของการเข้าหา และ การลุกล้ำพื้นที่ ส่วนตัวนะครับ

 

2. หาแรงบันดาลใจ

ข้อนี้สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยากจะออกกำลังกาย อยากเข้าฟิตเนส ( Fitness ) แบบจริงจัง ก็คือ เรื่องของการหา แรงบันดาลใจ เพราะการที่คุณ มีแรงบันดาลใจ สำหรับการออกกำลังกาย จะทำให้คุณ มีแรงในการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ได้สม่ำเสมอ ดังนั้น เพื่อน ๆ คนไหนที่ไม่รู้ว่า จะต้องทำยังไง ให้ตัวเองสามารถ ออกกำลังกายได้ทุกวัน ทางเราแนะนำให้ หาแรงบันดาลใจ ในการออกกำลังกาย นะครับ

 

3. ดูซีรี่ย์ระหว่างออกกำลังกาย

เพื่อน ๆ คนไหนที่ติดซีรี่ย์ จนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทางเราแนะนำให้ เพื่อน ๆ ทำทั้งสิงอย่าง ไปพร้อมกันเลย เนื่องจากการดูซีรีย์นั้น เป็นเรื่อง ที่ดูดเวลามาก ๆ เพราะฉะนั้น แทนที่จะดูเฉย ๆ ก็ออกกำลังกายไปด้วยเลย รับรองเลยว่า เพื่อน ๆ จะได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งหุ่นที่ดี และ ได้ดูซีรีย์ด้วย

 

4. ดูรูปหุ่นที่อยากได้

การดูรูปหุ่น ที่คุณอยากได้นั้น เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยให้คุณ สามารถเข้าฟิตเนส ( Fitness ) ได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจาก การดูรูปหุ่น ที่ตัวเองอยากได้นั้น จะทำให้คุณ อยากออกกำลังกาย เพื่อให้คุณ มีหุ่นตามที่คุณต้องการ นอกจากนี้ การดูรูปหุ่น ที่ตัวเองอยากได้นั้น ยังทำให้คุณ ได้เช็คตัวเองอีกด้วย ว่าจะต้อง พัฒนาหุ่น ในส่วนไหน ลดน้ำหนัก อีกเท่าไหร่ และ ต้องเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนไหน เพื่อให้ได้ มีหุ่นที่ต้องการนะครับ

 

5. ซื้อคอร์สออกกำลังกาย

หากคุณ เป็นที่ขี้เกียจ ออกกำลังกายมาก ๆ เราแนะนำ ให้เพื่อน ๆ ซื้อคอร์ส ออกกำลังกาย เอาไว้เลยนะครับ เพราว่า การที่คุณซื้อคอร์สออกกำลังกาย จะเป็นการบังคับคุณ ให้ออกกำลังกาย เพราะว่า คุณได้เสียตัง ค่าคอร์สไปแล้ว จึงทำให้ต้องไปออกกำลังกาย นั่นเองครับ

 

5 วิธีเหล่านี้ เป็นวิธี ที่เราแนะนำนะครับ หากเพื่อน ๆ คนไหน ที่อยากออกกำลังกาย แต่ขี้เกียจ ก็สามารถ ทำตามคำแนะนำ ที่เราแนะนำได้นะครับ เพื่อให้สามารถออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ได้อย่างสม่ำเสมอ นะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) อย่างไรให้ สนุก

5 ข้อผิดพลาด ที่มักเกิดขึ้นเมื่อออกจากฟิตเนส

ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) อย่างไรให้ สนุก

ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) อย่างไรให้ สนุก

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ วันนี้เราจะมาแนะนำการ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) อย่างไรให้สุขภาพดี และ สนุก ไปพร้อม ๆ กัน ค่ะ หากเพื่อน ๆ พร้อมแล้ว ตามมาอ่าน ได้ในบทความนี้ ได้เลยค่ะ

 

ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว บวกกับความไม่แน่นอน ที่เดี๋ยวก็แดดออก เดี๋ยวก็ฝนตก ทำให้หลาย ๆ คน หันมาเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) เวลาต้องการ ออกกำลังกายแทน เนื่องจากสะดวกกว่า แถมบางที่ก็ยังมี เทรนเนอร์ คอยช่วยสอนอีกด้วย นอกจากความตั้งใจ ของแต่ละคนแล้ว คำแนะนำ หรือ เคล็ดลับดี ๆ ก็มีส่วนช่วยให้เรา ออกกำลังกาย แล้วผอมจริง ๆ ได้เหมือนกันค่ะ

 

 

เลือกเครื่องออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) แบบไหนดี

ส่วนแรกเลย ให้เรามองหา เครื่องออกกำลังกาย ที่เป็นเครื่องเล่น ที่จับเวลา ทั้งวิ่ง ทั้งปั่น สกีบก สเต็ป เปอร์ ( Stepper ) เพราะมันทำให้เรา ได้ออกกำลังแรงขา และ คำนวณ จำนวนกิโลแคลลอรี่ ของเราด้วย ว่าวันนี้เรากินมาประมาณนี้ ต้องออกให้เท่า หรือ มากกว่านี้ ถือว่าเป็นการออกกำลังกายอยู่กับที่ สำหรับคนที่ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร เพื่อความเป็นสุนทรีย์

 

สำหรับ การออกกำลังกาย เราอาจจะ เสียบหูฟัง ฟังเพลงไป ระหว่างออกกำลังกายไป เพราะจะได้ผ่อนคลายตามค่ะ ซึ่งการออกกำลังกายส่วนนี้ เราเรียกว่า Cardio เล่นซัก 20 - 30 นาที จะเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) เพื่อสุขภาพ และ เผาผลาญ คาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate ) แต่สำหรับสาว ๆ ที่จะลดน้ำหนัก ต้องเผาผลาญไขมัน แนะนำให้เล่น เครื่องเล่นละ 30 นาที ขึ้นไปค่ะ รับรองว่า ถ้าเล่นอย่างเป็นประจำแล้ว คุณต้องมีหุ่นที่ดี ได้อย่างแน่นอนค่ะ

 

ห้อง Exercise ห้องที่สาว ๆ หลาย ๆ คน ทั้งสนุก และ สุขภาพดี

ต่อจากการออกกำลังด้วย คาร์ดิโอ ( Cardio ) เป็นการออกกำลังกายไปด้วย สนุกไปด้วย นั่นคือ ห้องที่รวมกิจกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเต้นแอโรบิก ( Aerobic Dance ) เต้นเจส ( Jazz Dance ) หรือ แม้แต่ โยคะ ( Yoga ) ถือว่าเป็น การออกกำลังกาย เคลื่อนที่ตลอดเวลาเลยค่ะ ถือว่าลดหุ่น แบบลืมตัวกันไปเลย เพราะเนื่องด้วย เพลงประกอบ จังหวะดนตรี และ เสียง ของผู้สอน ที่คอยพูดตลอดเวลา มันทำให้เรา สนุกสนาน กับการโยกย้าย แต่ละท่า และ ยังทนความอึด ในการออกกำลังกาย เป็นชั่วโมง ๆ เลยค่ะ และ หลังจาก ออกกำลังกาย มาหนัก ๆ ต้องมีการ คลายกล้ามเนื้อ หรือ คูลดาวน์ ( Cool Down ) เพื่อให้ร่างกาย กระชับ และ ไม่เกิดตะคริว ด้วยการ Free weight อาจจะออกแบบ โยคะ ( Yoga ) และ นวดกล้ามเนื้อ ก่อนกลับก็ได้ค่ะ

 

เพื่อน ๆ อย่าลืมใส่ใจ พฤติกรรมของตนเอง ไปพร้อมกับการออกกำลังกาย

นั่นคือ เมื่อเรา ออกกำลังกาย เราต้องมีความตั้งใจ และ ทำสม่ำเสมอ เพราะเริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่งนะคะ ค่อย ๆ เล่น เล่นอย่างถูกวิธี ไม่หักโหมมากไป เพราะร่างกายเรา ก็ต้องการพักผ่อนเช่นกัน รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่าอดอาหารเด็ดขาด เพราะเราต้องใช้พลังงาน ในการทำกิจกรรม ในแต่ละวัน นอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพอ 6 - 8 ชั่วโมง เพียงเท่านี้ นอกจากเรา จะผอม สวยแล้ว สุขภาพที่ดียังตามมา เรียกได้ว่า เพียงแค่มีความตั้งใจ ทำอะไรก็บรรลุผลสำเร็จค่ะ

 

หากเพื่อน ๆ สนใจ อยากลองมาออกกำลังกายที่ ฟิตเนส ( Fitness ) เราขอแนะนำ FIT24 หรือ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เป็นสถานที่ให้บริการฟิตเนสชั้นนำ ที่มีคุณภาพ สำหรับทุกคน ในทุก ๆ วัน ตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานทุกคน พร้อมให้บริการ ด้วยความเป็นมิตร และ ความจริงใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี และ เสริมสร้างสมรรถนะ ของร่างกาย

 

สามารถออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) แบบครบวงจร พร้อมอุปกรณ์ ออกกำลังกายที่ดีที่สุด ที่คัดสรรมาให้เพื่อน ๆ สายสุขภาพได้ออกกำลังกายกันอีกด้วย นอกจาก ฟิตเนส แล้ว FIT24 ยังมีการสอน มวยไทย หรือ สถานที่ฝึกซ้อม มวยไทย บริการอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ ครบ จบ ทุกการออกกำลังกาย เลยนะคะ

 

FIT24 มีสาขาดังนี้

  • Praartit FIT24 ( สาขาข้าวสาร )
  • Ratchada FIT24 ( สาขารัชดา อยู่ติดกับโพไซดอน )
  • Srinakarin FIT24 ( สาขาศรีนครินทร์ อยู่ด้านในปั้มบางจาก ถนนศรีนครินทร์ )

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

5 ข้อผิดพลาด ที่มักเกิดขึ้นเมื่อออกจากฟิตเนส

5 ข้อผิดพลาด ที่มักเกิดขึ้นเมื่อออกจากฟิตเนส

การเข้าฟิตเนส ( Fitness ) แม้ว่าจะเข้าไป แล้วออกกำลังกาย อย่างหนักหน่วง แค่ไหนก็ตาม แต่การทำอย่างนั้น ไม่ได้การันตรีว่า จะทำให้คุณ มีหุ่นที่ดี การที่คุณ จะมีหุ่นที่ได้ คุณต้องทำ อีกหลายอย่าง ควรคู่กันไปด้วย นะครับ

 

เมื่อเรา อยากที่จะมีหุ่นที่ดีนั้น สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักนึกถึง ก็คือ การเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) สถานที่ออกกำลังกาย สุดฮิต ที่ไม่ว่าใคร ๆ ที่อยากหุ่นดี ก็ต้องเข้าไปในนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คนที่อยากหุ่นดี ก็จะมีความคิดที่ว่า ถ้าอยากหุ่นดี ก็ต้องออกกำลังกายเยอะ ๆ ออกกำลังวันละหลาย ๆ ชั่วโมง หรือ ออกกำลังกายหนัก ๆ เพื่อที่จะได้ มีหุ่นที่ดี ดังนั้น วันนี้ เราไปดูว่า การเข้าฟิตเนส ( Fitness ) มีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง ที่ทำให้เรา มีหุ่นที่ไม่ดี ไปดูกันเลยครับ

 

 

5 ข้อผิดพลาด ที่มักเกิดขึ้นเมื่อออกจากฟิตเนส

 

1. ออกหนัก ทานน้อย

การออกกำลังากาย ที่หนัก และ ออกกำลังกาย ที่เข้มข้น เป็นเรื่องที่ดี และ สามารถ ช่วยสร้างแข็งแรง ให้กับกลก้ามของเรา ได้จริง ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากคุณ อยากมีหุ่นที่ดี มีกล้ามที่สวย สิ่งที่คุณ ควรจะทำก็คือ การทานอาหาร การที่คุณ ออกกำลังกายหนัก คุณก็ต้อง ทานอาหาร ให้เพียงพอ เช่นกัน ไม่อย่างงั้น หุ่นคุณ ก็จะไม่เปลี่ยน และ ไม่เป็นไปตามที่คุณ อยากได้ การออกกำลังกาย เป็นการพัฒนา ให้กล้ามเนื้อ และ ร่างกายของเรา แข็งแรง แต่ถ้าอยากมีหุ่นที่ดี มีหุ่นที่สวย หรือ การมีมีกล้ามที่ชัด ต้องอาศัย การทานอาหารด้วย

 

เนื่องจากอาหาร จะเป็นตัวช่วย ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ในร่างกาย ทำให้ปริมาณ หรือ มวลกล้ามเนื้อ ของเราเพิ่มขึ้น นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นแล้ว หากคุณ ออกกำลังกายมาก คุณ ก็ต้องทานมากเช่นกัน นะครับ และ ที่สำคัญ หากออกกำลังกายหหนัก แต่ทานอาหาร ที่น้อย ก็ตะทำให้ ร่างกายเสียมวลกล้ามเนื้อ ได้อีกนะครับ

 

2. ไม่คำนวณปริมาณอาหาร

การไม่คำนวนปริมาณ อาหาร ในที่นี้ ไม่ใช่ การคำนวณจำนวนแคลอรี่ นะครับ แต่เป็นการดูปริมาณ อาหารที่เราทาน ในแต่ละวัน ควรแบ่งสัดส่วน ทางโภชนาการให้ดี หากไม่รู้ ว่าจะต้องแบ่งอย่างไร ก็ให้เน้น ไปที่โปรตีน นะครับ เพราะโปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญ ที่ร่าสงกาย ของเราต้องการ มากเป็นพิเศษ

 

ดังนั้น การทานอาหาร แต่ละครั้ง ควรเน้น ไปที่โปรตีนนะครับ หรือ ถ้าร้านอาหารไม่มี ก็ให้เพิ่ม ไข่ต้ม หรือ อกไก่ เข้าไปนะครับ เพื่อเป็นเพิ่มโปรตีน ในมื้ออาหารนะครับ

 

3. ดื่มน้ำน้อย

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหน ที่ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) เป็นประจำ สิ่งที่ต้องห้ามพลาด ก็คือ เรื่องของการดื่มน้ำ เพราะว่า การที่คุณ ดื่มน้ำน้อยนั้น จะทำให้ ร่างกาย มีสมดุลที่ไม่ดี เท่าที่ควร และ สารอาหาร ที่คุณทานเข้าไป ในแต่ละวัน ก็ถูกนำส่ง ได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะว่า การขนส่งสารอาหาร ในร่างกาย จะมีน้ำ เป็นตัวนำ หากคุณ ต้องการให้ร่างกาย ได้สารอาหาร ที่ครบถ้วนเต็มที่ ก็อย่าลืม ในใจ เเรื่องของการดื่มน้ำ นะครับ และ น้ำที่คุณควรดื่ม ก็ควรจะเป็นน้ำเปล่า และ น้ำสะอาดนะครับ ที่สำคัญ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ ตามที่ร่างกาย ต้องการ ด้วยนะครับ เพราะไม่อย่างงั้น ร่างกาย ก็จะได้รับสารอาหาร ที่ไม่เต็มที่ และ มีประสิทธิภาพ ครับ

 

4. นอนน้อย

การพักผ่อน ถือว่าเป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก ๆ เพราะร่าสงกายของเรา จะมีการซ่อมแซม และ ฟื้นฟู ในขณะ ที่เรากำลังนอนหลับ ได้ดีกว่า ตอนที่เราตื่น เพราะฉะนั้น ควรนอนให้ได้ วันละ 8 ชั่วโมง เป็นประจำทุกวัน นะครับ เพื่อให้ร่างกาย ได้มีการซ่อมแซม และ ฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อ ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ฮอร์โมน 

 

5. ความสม่ำเสมอ

สิ่งสุดท้าย ที่จะให้คุณ มีหุ่นที่ดี ตามที่คุณ ต้องการนั่นก็คือ ความสม่ำเสมอ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) หรือ แม้แต่กระทั่ง การทำตาม คำแนะนำของเรา นะครับ หากไม่สม่ำเสมอ หุ่นที่อยากได้ ก็จะไม่มีทางได้ นะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

5 วิธีการใช้ เครื่องปั่นจักรยาน ให้ถูกวิธี มากที่สุด

5 ความเข้าใจผิด เข้าฟิตเนสไม่เห็นผล

5 ความเข้าใจผิด เข้าฟิตเนสไม่เห็นผล

5 ความเข้าใจผิด เข้าฟิตเนสไม่เห็นผล

การอออกกำลังกาย ในฟิตเนส ถือว่าเป็นสิ่ง ที่หลาย ๆ คนชอบทำ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มกล้าม หรือ การลดน้ำหนัก ก็ตาม ฟิตเนสก็คือ สถานที่ที่จะทำให้มีหุ่น ที่ต้องการได้ ดังนั้น เราไปดูกัน ว่าอะไร ที่ทำให้คุณ เข้าฟิตเนส แล้วไม่เห็นผล

 

หากต้องการ ลดน้ำหนัก ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ มักจะนึกถึง ก็คือ ฟิตเนส ที่เป็นสถานที่ของคน ที่ต้องการออกกำลังกาย ต้องการดูแลหุ่น แต่ก็มีหลาย ๆ คน ที่เข้าฟิตเนส และ ออกกำลังกาย แป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้มีหุ่น ตามที่ตัวเอง ตั้งใจเอาไว้ ซึ่งวันนี้ เราไปดูกัน ว่าจะมีเหตุผล อะไรบ้าง ที่ทำให้การเข้า ฟิตเนสนั้น ไม่เห็นผล เพื่อให้ การออกกำลัง เห็นผล อย่างที่ตั้งใจ เอาไว้ ก็ควรที่จะ ทำความเข้าใจ ในการออกกำลังกาย นะครับ

 

 

1. กินน้อย ๆ ผอมเร็วแน่นอน

กินน้อย ๆ ผอมเร็วแน่นอน เป็นความเชื่อ สุดฮิต ซึ่งการกินน้อย กว่าที่ร่างกายใช้งาน ก็ทำให้ผอมเร็วจริง ๆ แต่จริง ๆ การกินน้อย ต้องดูที่สารอาหาร ที่ทานเข้าสู่ร่างกายด้วย หากกทานอาหาร ใรปริมาณ ที่น้อย แต่สารอาหาร เพียงพอ ตามที่ร่างกาย ต้องได้รับก็ทำให้ผอมได้ หาก ทานอาหารในปริมาณ ที่เยอะแต่สารอาหารน้อย ก็ทำให้อ้วน เพราะว่าการที่ สารอาหาร ไม่เพียงพอ ตามที่ร่างากาย ต้องได้รับนั้น จะทำให้ร่างกาย ดึงเอากล้ามเนื้อ มาใช้งาน ทำให้น้ำหนักลดลง จริง ๆ แต่หุ่นก็มเปลี่ยน เพราะสิ่งที่ลดลงไป ไม่ใช่ไขมันแต่เป็นกล้ามเนื้อ พอกลับมาทานเท่าเดิม ก็ทำให้อ้วนเหมือนเดิม หรือ ที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟค นั่นไงครับ

 

2. งดอาหารหลัง 6 โมงเย็น

การงด การทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น ข้อนี้ ถือว่าเป็นเรื่อง ที่ดีมาก ๆ แต่สำหรับบางคน ก็อาจจะทำไม่ได้ เพราะด้วยการทำงาน และ วิถีชีวิตที่ต่าง กันออกไป ทำให้งดอาหาร หลัง 6 โมงเย็น หากไม่สามารถ ทำได้ก็แนะนำว่า ไม่ควรทานอาหาร เกิน 3 ทุ่มนะครับ เพราะการทานอาหาร หลัง 3 ทุ่ม จะทำให้ร่างกายทำงานหนัก และ เกิดการสะสม ของไขมัน ในร่างกาย ทำให้อ้วนง่ายขึ้น

 

 

3. ออกกำลังกาย ไม่ต้องคุมอาหาร

การออกกำลังกาย แล้วไม่มีการคุมอาหาร ก็เป็นอีกหนุ่งเหตุผล ที่ทำให้ ออกกำลังกาย เข้าฟิตเนสเท่าไหร่ ก็ยังคงเหมือนเดิม หุ่นไม่เปลี่ยน ไม่เห็นผล เพราะว่า การออกกำลังกาย อย่างหนัก ร่างกายก็ต้อง การสารอาหารดี ๆ เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีน ที่ร่างกายต้องการ เพื่อนำไปซ่อมแซม ฟื้นฟู กล้ามเนื้อ และ ร่างกาย เพราะฉะนั้น หากไม่อยาก เป็นหมู ที่แข็งแรง ก็ควรคุมอาหาร ควบคู่ไปด้วยนะครับ อาจจะไม่ต้องเข้มมาก แต่สารอาหาร สำคัญ อย่างโปรตีน ต้องเพียงพอ ตามที่ร่างกาย ต้องการ และ ควรได้รับ นะครับ

 

4. อยากมีซิกแพค ต้องซิทอัพ การซิทอัพ ไม่ได้ช่วยให้ มีซิกแพค นะครับ แต่การการซิทอัพ ทำให้กล้ามหน้าท้อง แข็งแรงต่างหาก หากเพื่อน ๆ ที่เข้าฟิตเนส แล้วอยากจะมีซิกแพค ไม่ควรออกกกำลังกาย เฉพาะจุดอย่างเดียว แต่ควรออกกำลังกายอเพื่อลดไชมันด้วย อยากการคาร์ดิโอ เพราะ การคาร์ดิโอ จะเป็นการ ลดไขมัน ในร่างกาย ทำให้ซิกแพค ชัดขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำ หากอยากมีซิกแพค ก็คือ การลดไขมัน นะครับ

 

 

5. อยากลดส่วนไหนออกกำลังกายส่วนนั้น

ส่วนนั้นจะลด อันนี้ เป็นความเชื่อ ยอดนิยม ที่ผิดอย่างมาก คนส่วนใหญ่ เลิกเข้าฟิตเนสเพราะว่า อยากมีหุ่นที่สวย และ เลือกเล่นเฉพาะ กล้ามเนื้อ ส่วนนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า เราไม่สามารถ สดไขมันเฉพาะ สัดส่วนได้ การลดไขมัน ต้องลดทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ คนไหน ที่อยากลดไขมัน ที่แขน ก็ต้องลดไขมันทั้งร่างกาย ไม่สามารถ เลือกลดไขมัน ที่แขนอย่างเดียวได้ นะครับ     

 

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป้น การออกกำลังกาย ในฟิตเนส หรือ ออกกำลังกาย ด้วยตัวเอง ก็ต้อง ทำความเข้าใจก่อนนะครับ เพราะถ้าหาก ออกกำลังกาย ด้วยความเข้าใจผิด ก็จะทำให้ การออกกำลัง ไม่เห็นได้ นะครับ และ ที่สำคัญ นอกจากความเข้าใจ ก็คือ ความสม่ำเสมอ นะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ในฟิตเนส แบบไม่มี เทรนเนอร์

ท่าออกกำลังกาย พิลาทีส ( Pilates ) ใน ฟิตเนส ( Fitness )

ฟิตเนส

ออกกำลังกาย ในฟิตเนส แบบไม่มี เทรนเนอร์

ฟิตเนส เป็นสถานที่ ออกกำลังกาย ที่ใช้อุปกรณ์ หรือ เครื่องออกกำลังกาย เพื่อตอบโจทย์ ให้กับกลุ่มคน ที่ต้องการ สร้างกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก และ อยากมีสุขภาพ ร่างกาย แข็งแรง ปราศจากโรคภัย โดยใน ฟิตเนส ก็จะมีอุปกรณ์ และ เครื่องออกกำลังกาย ให้เลือกสรร มากมาย

 

ซึ่งในปัจจุบัน เทรนด์การ ออกกำลังกาย ก็ได้รับ ความนิยม เป็นอย่างมาก คนส่วนใหญ่ ที่ไม่ชอบ กิจกรรม กลางแจ้ง ก็มักจะเลือก ออกกำลังกาย ในฟิตเนส แต่บางคน ที่ไม่เคยเข้า ฟิตเนส เวลาเจอ เครื่องเล่น และ เครื่องออกกำลังกาย ก็คงทำอะไรไม่ถูก และ อาจจะลงท้าย ด้วยการ จ้างเทรนเนอร์ เพื่อสอนเรา ให้ออกกำลังกาย อย่างถูกต้อง แต่ก็ต้องแลก กับเงิน จำนวนหลาย ๆ พัน บางคน อาจจะรู้สึก เสียดายได้

ในความเป็นจริง เราสามารถ ออกกำลังกาย ในฟิตเนส แบบไม่มี เทรนเนอร์ ก็ได้ โดยต้องรู้วิธี ดังนี้

1. จัดตาราง ออกกำลังกาย

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า การออกกำลังกาย แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนการ เผาผลาญไขมัน มักจะมา ในรูปแบบของ การคาร์ดิโอ ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง เดิน เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน อีกส่วนหนึ่ง คือ การสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมา ในรูปแบบ การเวทเทรนนิ่ง ซึ่งในแต่ละครั้ง เราสามารถ เผาผลาญไขมัน ด้วยการ คาร์ดิโอก่อน แล้วค่อยไปต่อ ด้วยเวทเทรนนิ่ง หรือ สำหรับมือใหม่ สามารถ จัดตาราง วันคาร์ดิโอ และ อีกวัน เป็นวันเล่นเวท ก็ได้

 

2. การวอร์มอัพ และ การคูลดาวน์

สิ่งที่จำเป็น ก่อนออกกำลังกาย ในทุกครั้ง ควรวอร์มร่างกาย และ ยืดกล้ามเนื้อก่อน เป็นเวลา ประมาณ 10 - 15 นาที เพื่อเตรียมพร้อม ร่างกาย ให้สามารถ ออกกำลังกาย ได้อย่าง เต็มประสิทธิภาพ โดยไม่เกิด อาการเจ็บปวด ตามมา ในภายหลัง และ หลังจาก ที่เราออกกำลังกาย เสร็จเรียบร้อย ก็ต้องทำการ คูลดาวน์ ร่างกายให้กลับมา ทำงาน ในสภาวะปกติ

 

3. หัดสังเกต สัดส่วนร่างกาย ของตัวเอง

ปัญหาร่างกาย ของแต่ละคน ก็จะแตกต่างกัน ออกไป ทำให้เวลา ที่ออกกำลังกาย หรือ เล่นเวท โปรแกรม ของแต่ละคน ก็จะไม่เหมือนกัน เช่น คุณมีสะโพกที่ใหญ่ แต่แขนเล็ก ควรเน้น การบริหาร สะโพก ให้มี ความกระชับ มากกว่า การไปปั้นแขน ให้ใหญ่ มากยิ่งขึ้น

 

4. การเลือก รับประทานอาหาร

การดูแลร่างกาย ควรรับประทาน อาหาร ที่มีสารอาหาร โปรตีน และ คาร์โบไฮเดรต เป็นหลัก รับประทาน ไขมันและ วิตามินบ้าง เล็กน้อย อย่าหลีกเลี่ยง การรับประทาน ไขมัน โดยเด็ดขาด เพราะหาก ไม่มี ไขมัน ร่างกาย จะไม่สามารถ ดูดซึม วิตามินได้ ส่งผลให้เรา ดูโทรม แต่ให้หลีกเลี่ยง การรับประทาน อาหารทอด และ ของหวานแทน

 

5. อย่าฝึก ออกกำลังกาย ตามโปรแกรม ของคนอื่น

เนื่องจาก สัดส่วน และ ความสามารถทางด้าน ร่างกายของมนุษย์ แต่ละคน มีความแตกต่างกัน ทำให้โปรแกรมการฝึก ออกกำลังกาย ของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกันด้วย การที่เรา ใช้โปรแกรมฝึก อย่างเดียวกับ ผู้ฝึกคนอื่น จะส่งผลเสีย กับร่างกายมากกว่า จะได้ผลดี

 

การออกกำลังกายใน ฟิตเนส ในครั้งแรกๆ อาจะมีความสับสน หลายอย่าง สำหรับคนที่ไม่เคย แต่อยากให้ลอง ค่อยๆ เรียนรู้ อาจจะศึกษาข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต หรือสอบถาม ผู้ที่ไปออกกำลังกายใน ฟิตเนส ด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แถมยังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ประโยชน์ดี ๆ ของ ม้านั่งยกน้ำหนัก ในฟิตเนส

ออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ในฟิตเนส

ฟิตเนส

ประโยชน์ดี ๆ ของ ม้านั่งยกน้ำหนัก ในฟิตเนส

ม้านั่งยกน้ำหนัก หรือ ม้านั่งออกกำลังกาย ที่หลาย ๆ คนเรียกกัน เป็นอุปกรณ์ สำหรับ ออกกำลังกาย แบบอเนกประสงค์ ที่สามารถ ใช้ออกกำลังกาย ที่ฟิตเนส และ ที่บ้านได้ เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการ ออกกำลังกาย แบบเฉพาะส่วน เสริมสร้างความแข็งแรง

 

ม้านั่งยกน้ำหนัก ในฟิตเนส สามารถ ปรับระดับได้ เป็นม้านั่งยกน้ำหนัก ที่ใช้สำหรับ การเล่น ท่าต่าง ๆ เพื่อสร้าง กล้ามเนื้อ เฉพาะส่วน มีทั้งม้านั่ง ปรับระดับ ที่เรียกว่า Adjustable Benchs และ ม้านั่ง ที่เป็น แนวรับ เรียกว่า Flat Bench และ ยังมีอีกอย่าง ที่ใช้สำหรับ เล่นดัมเบล

ม้านั่งยกน้ำหนัก จะช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ ได้ถึง 4 ส่วน ทั้งกล้ามเนื้อ ส่วนหน้าท้อง, กล้ามเนื้อ ส่วนแขน, กล้ามเนื้อ ส่วนขา และ กล้ามเนื้อ ส่วนหน้าอก ด้วยการบริหาร ร่างกาย แบบซิทอัพ หรือ ใช้งานร่วม กับ ดัมเบลยกน้ำหนัก สามารถ ช่วยควบคุม กล้ามเนื้อ เฉพาะส่วนที่ ต้องการบริหาร เพื่อให้สามารถ ล็อคท่า ในการออกกำลังกาย เมื่อนั่งในท่า ที่ถูกต้อง เป็นการช่วย ซัพพอร์ต การออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้ง ยังมีส่วน ช่วยในการ ลดอาการบาดเจ็บ ที่อาจเกิดขึ้น ในขณะ ออกกำลังกาย

 

ประโยชน์ของ ม้านั่งยกน้ำหนัก ในฟิตเนส

1) ม้านั่งยกน้ำหนัก สร้างความสะดวกกสบาย ให้กับผู้เล่น

ม้านั่ง เล่นดัมเบล เป็นอีกหนึ่ง อุปกรณ์ ที่สร้าง ความสะดวกสบาย ให้กับผู้ที่ ออกกำลังกาย จำนวนมาก เนื่องจาก มีฟังก์ชั่น ที่หลากหลาย ซึ่งเป็น ส่วนช่วย ให้การ ออกกำลังกาย สามารถทำได้ หลากหลาย และ สามารถ ปรับระดับ ได้อย่าง หลากหลาย

 

2) ม้านั่งยกน้ำหนัก สร้างความหลากหลาย ในการเล่น

สำหรับ การยกดัมเบล หรือ การออกกำลังกาย อาจเลือก ออกกำลังกาย ได้ไม่กี่ท่า แต่ถ้าหาก มีม้านั่งยกน้ำหนัก เล่นดัมเบลเข้ามา ใช้ประกอบ การออกกำลังกายเพิ่ม จะทำให้มี ความหลากหลาย ในการ ออกกำลังกาย มากยิ่งขึ้น เนื่องจาก ในปัจจุบันนี้ ม้านั่งยกระดับ ปรับระดับ ออกกำลังกาย มีการพัฒนา ออกมาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งตอบสนอง ความต้องการ ของผู้เล่น ได้เป็นอย่างดี

 

3) ม้านั่งยกน้ำหนัก มีราคา ที่เหมาะสม จับต้องได้

สำหรับ ม้านั่งยกน้ำหนัก สามารถ ปรับระดับ ออกกำลังกาย จะมี หลายรูปแบบ หลายขนาด ให้ลูกค้า สามารถเลือกซื้อ ได้ตาม งบประมาณ ที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งสามารถ เลือกสรร ได้อย่าง หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แบบเบาะนั่ง เบาะนอน แบบปรับระดับได้ หรือ แบบที่สามารถ ใช้ร่วมกับ อุปกรณ์อื่น

 

การออกกำลังกาย ในฟิตเนส โดยใช้ ม้านั่งยกน้ำหนัก มีข้อควรระวัง ที่ต้องคำนึงถึง เช่นเดียวกับ การใช้ เครื่องออกกำลังกาย แบบทั่วไป คือ ต้องเตรียมร่างกาย ให้พร้อม ก่อนการใช้งาน โดยการวอร์มอัพ เพื่อช่วย ป้องกัน อุบัติเหตุ ขณะใช้งาน ช่วยลด อาการบาดเจ็บ และ เป็นการเตรียม กล้ามเนื้อ ให้พร้อม สำหรับ การออกกำลังกาย และ ที่สำคัญ มีส่วนในการ พัฒนากล้ามเนื้อ

 

ม้านั่งยกน้ำหนัก หรือ ม้านั่งออกกำลังกาย เป็นเครื่องออกกำลังกาย ในฟิตเนส ที่ได้รับ ความนิยม เช่นกัน เพราะสามารถ ออกกำลังกาย ได้หลาย รูปแบบ ได้หลาย ท่าทาง อีกทั้ง ยังช่วย เสริมสร้าง ความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อ และ เฉพาะส่วน ให้มีความกระชับ ฟิตแอนด์เฟิร์ม ปั้นหุ่นให้คุณ ได้อย่างสวยงาม

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ในฟิตเนส

เทคนิค เข้าฟิตเนสอย่างไร ให้ผอม

ฟิตเนส

ออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ในฟิตเนส

เพราะยุคนี้ ใคร ๆ ก็หันมา ใส่ใจสุขภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพ กันมากขึ้น ซึ่งการออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ในฟิตเนส ก็เป็นทางเลือกที่ดี อย่างหนึ่ง ที่สามารถตอบโจทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีได้ เนื่องจาก ในฟิตเนส มีอุปกรณ์ การออกกำลังกาย ให้เลือกใช้มากมาย

 

เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เป็นการ ออกกำลังกาย ในรูปแบบหนึ่ง ในฟิตเนส ที่เน้น การฝึก ของกล้ามเนื้อ โดยอาศัย แรงของน้ำหนัก จากอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือ แรงจาก ร่างกาย ของผู้เล่นเอง ในการเพิ่ม แรงต้านทาน ให้กับกล้ามเนื้อ เป็นประจำ และ สม่ำเสมอ จนทำให้กล้ามเนื้อ เกิดการปรับตัว แข็งแรงขึ้น สามารถต้านทาน กับแรง หรือ น้ำหนักต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับคน ที่อยากมีรูปร่าง ได้สัดส่วน กล้ามเนื้อกระชับ เข้ารูป หรือ อยากเพิ่ม มัดกล้ามเนื้อ ให้ดูชัดมากขึ้น

 

การออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ในฟิตเนส ควรมีอุปกรณ์ อะไรบ้าง?

การออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ในฟิตเนส ต้องอาศัย การใช้อุปกรณ์ ยกน้ำหนัก อย่างเช่น ดัมเบล หรือ บาร์เบล ที่ช่วยเน้น การสร้างกล้ามเนื้อ ในร่างกาย ที่ต่าง จากการ ออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ ที่จะเน้น การเผาผลาญไขมัน ในร่างกาย มากกว่า โดยการเล่น เวทเทรนนิ่ง จะสามารถ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. ฟรีเวท

เป็นการเล่น เวทเทรนนิ่ง ด้วยการ เลือกใช้อุปกรณ์ ยกน้ำหนัก เช่น เคตเทิลเบล ดัมเบล บาร์เบล เป็นต้น

2. แมชชีทเวท

เป็นการเล่น เวทเทรนนิ่ง ด้วยเครื่องเล่น ขนาดใหญ่ เน้นฝึกกล้ามเนื้อ ได้อย่างตรงจุด มักพบเห็น ได้ตาม ฟิตเนส ทั่วไป

3. บอดี้เวท

เป็นการเล่น เวทเทรนนิ่ง ด้วยการใช้ ร่างกาย ของผู้เล่นเอง โดยไม่จำเป็น ต้องใช้อุปกรณ์ ยกน้ำหนักใด ๆ เข้ามาเสริม เช่น การวิดพื้น การซิทอัพ เป็นต้น

 

โดยอุปกรณ์ ยกน้ำหนัก ในปัจจุบัน มีให้เลือก มากมาย หลากหลายแบบ หลากหลายยี่ห้อ แต่ก่อนที่เรา จะตัดสินใจ เลือกใช้ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เราจำเป็น ที่จะต้องรู้ ถึงประโยชน์ และ คุณสมบัติ ของอุปกรณ์ แต่ละชนิดก่อน เพื่อที่จะเลือก อุปกรณ์มาใช้งาน ได้อย่างเหมาะสม และ ตรงกับวัตถุประสงค์ ในการออกกำลังกาย ของตัวเราเอง ซึ่งเราจะมาแนะนำ อุปกรณ์ยอดฮิต สำหรับ เวทเทรนนิ่ง นั่นก็คือ ดัมเบล

ดัมเบล ( Dumbbell )

อุปกรณ์ยกน้ำหนัก ยอดฮิตทุกยุค ทุกสมัย สำหรับฟิตเนส ในการเสริมสร้าง ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ เพื่อกระชับสัดส่วน และลดไขมันส่วนเกิน ข้อดีของดัมเบล คือ สามารถประยุกต์ ออกกำลังกาย ได้หลากหลายรูปแบบ มีลักษณะ ที่คล้ายกับบาร์เบล แต่มีขนาดแท่งจับ ที่สั้นกว่ามาก ส่วนใหญ่ ใช้ดัมเบลสองชิ้น ในการยกขึ้นลง พร้อมกัน หรือ สลับซ้ายขวาไปมา และในปัจจุบัน มีดัมเบล ให้เลือกใช้งาน ถึง 2 แบบ นั่นคือ ดัมเบล แบบปรับน้ำหนักได้ และ ดัมเบลทั่วไป แบบดั้งเดิม

 

การใช้ดัมเบล ในการออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้ การออกกำลังกาย มีประสิทธิภาพ มากขึ้น หากใช้ออกกำลังกาย โดยสามารถ สร้างความต้านทาน ให้กับร่างกายได้ จะทำให้เกิด มัดกล้ามเนื้อ ที่สวยงาม และ ยังช่วยให้ สามารถสร้างมัดกล้ามเนื้อ บางจุดได้ดี แบบเฉพาะส่วน ตามที่ผู้ใช้งาน ต้องการ ถือเป็น อุปกรณ์ออกกำลังกาย ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อ รูปร่างกระชับ สวยงาม และสมส่วนยิ่งขึ้น ได้ง่าย ๆ

 

การเลือกดัมเบล ให้เหมาะสม กับการออกกำลังกายในฟิตเนส ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยจะต้อง เลือกใช้ดัมเบล ที่มีน้ำหนักที่พอเหมาะ ไม่หนัก หรือเบาเกินไป เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อทำงานหนักจนเกินไป และเพิ่มน้ำหนักดัมเบลให้มากขึ้น

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เทคนิค เข้าฟิตเนสอย่างไร ให้ผอม

Strength Machine ตัวช่วย สร้างกล้ามเนื้อ ในฟิตเนส

เทคนิค เข้าฟิตเนสอย่างไร ให้ผอม

เทคนิค เข้าฟิตเนสอย่างไร ให้ผอม

การที่เรา จะมีหุ่นที่ดี เราต้องมีการออกกำลังกาย เพื่อเป็นการ เพิ่มระบบการเผาผลาญ ให้กับร่างกาย ของเรา เพื่อให้ร่างกายของเรา มีการเผาผลาญที่ดี และ สามารถผอมได้ไว

 

คนที่ลดน้ำหนักหลาย ๆ คนพอออกกำลังกาย ไปสักพัก ก็อาจจะมีความรู้สึกว่า เริ่มท้อ ออกกำลังกายไม่เห็นผลสักที เล่นฟิตเนส ( Fitness ) อย่างไร ก็ไม่ผอมสักที หรือ เล่นฟิตเนสอย่างไร หุ่นก็ไม่ดีสักที หรือบางครั้ง เราก็ไม่สามารถ ฟิตเนส ( Fitness ) ได้ไม่สม่ำเสมอ เพราะว่า ไม่มีเวลา หรือ บางครั้งเราก็รู้สึกว่า เบื่อ ไม่อยากเล่น แต่เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งท้อไปนะครั้ง วันนี้ Srinakarinfit24 มีเทคนิคดี ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ครับ

1. เลือกเล่นเครื่องที่เล่นง่าย ๆ

สำหรับคนที่เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) เป็นครั้งแรก การเลือกเครื่อง ออกกำลังกายที่เล่นได้ง่าย ๆ เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่า ในช่วงแรก ของคนที่เข้าฟิตเนส ( Fitness ) ใหม่ ๆ จะต้องมีการปรับตัว ในการออกกำลังกายก่อน เพื่อให้ร่างกาย เกิดความยืดหยุ่นอีกทั้ง การที่มือใหม่เล่นเครื่องเล่น ที่ง่ายนั้น ยังเป็นการลดการบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อยร่างกาย ที่สำคัญ ยังเป็นการป้องกัน การหักโหมจากการ ออกกำลังกายได้อีกด้วย นะครับ

 

2. ใช้เครื่องเล่นที่มีสามารถจับเวลาได้

เครื่องออกกำลังกาย ที่สามารถจับเวลาได้ จะมีข้อดีหลายอน่าง และ เครื่องเล่นที่สามารถ จับเวลาได้ยังช่วยในการ คำนวณแคลอรี่ ให้กับเราได้อีกทั้ง ยังสามารถตั้ง โปรแกรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการออกกำลังกาย ของเราได้ด้วย อีกทั้ง การตั้งเวลาในการออกกำลังกาย ยังเป็นการตั้ง ชาเลนจ์ให้กับ การออกกำลังกาย ของเราได้อีกด้วย ทำให้เราได้ทำลายสถิติใหม่ ๆ ที่สำคัญ ทำให้เรามีกำลังใจ ในการออกกำลังกาย นั่นเองครับ

 

3. ไม่ควรเล่นเครื่องเดิมซ้ำ

การที่เราออกกำลังกาย โดยใช้ อุปกรณ์เดิม ๆ ซ้ำ ๆ จะทำให้การออกกำลังกาย ของเรารู้สึกไม่สนุก ซ้ำจำเจ ทำให้เราไม่อยากออกกำลังกาย อีกทั้ง การเล่นเครื่องเล่นเดิม ๆ ก็จะเป็นการ โฟกัสไปที่กล้ามเนื้อมัดเดิม การเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) เราควรที่จะ มีการออกกำลังกาย เพื่อให้โดนกล้ามเนื้อหลาย ๆ มัด ควรออกกำลังกาย ให้โดนกล้ามเนื้อ ทุกส่วนของร่างกาย หากเพื่อน ๆ ต้องการให้ร่างกาย หรือ กล้ามเนื้อ กระชับเฟิร์ม เราก็ควรจะ มีการเปลี่ยนเครื่องเล่น เพื่อให้กล้ามเนื้อ ส่วนอื่น ๆ ได้มีการพัฒนา

 

4. ฟังเพลง หรือ ดูหนังระหว่างออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) เราต้องใช้เวลาในการออกกำลังกาย ที่นานดังนั้น เราต้องหาอะไรมาให้ เรามีความสุข และ สามารถออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ได้นาน โดยการฟังเพลง เพราะว่าการฟังเพลง จะทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย ในขณะที่เรา กำลังออกกำลังกาย การดูหนัง หรือ ว่าดูคลิปวิดีโอ เราไม่แนะนำ ให้ทำควบคู่กับ การเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพราะว่าจำทำให้เสียสมาธิ หากเราต้องการ ที่จะดูคลิปวิดีโอ เราสามารถทำได้ เมื่อเรา มีการออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ ( Cardio ) เพราะว่า การคาร์ดิโอ ( Cardio ) นั้นไม่ได้ใช้ สมาธิมาก เราจึงสามารถ ทำได้นั่นเองครับ

 

 

5. หากกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่นได้

การหากิจกรรมที่สามารถ ทำร่วมกับคนได้ จะทำให้การออกกำลังกายของเรา มีความสนุก และ สำหรับคนขี้เบื่อ การที่เรา มีกิจกรรม ที่ทำร่วมกับคนอื่น เราก็จะสามารถ ออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะว่า การที่เราเข้าฟิตเนส ( Fitness ) คนเดียว ก็อาจจะทำให้ไม่สนุก เบื่อ ไม่อยากฟิตเนส ( Fitness ) ดังนั้น เราจึงต้อง หากิจกรรม ที่สามารถทำร่วมกับคนอื่นได้

 

การออกกำลังกาย ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อ อีกต่อไป และ อยากให้เห็นผลไว ก็สามารถนำวิธี ที่เราแนะนำ ไปใช้ได้ เพื่อให้การออกกำลังกาย เห็นผลดี ผอม ตามที่เราตั้งใจไว้ และ สิ่งสำคัญในการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ก็คือ วินัย และ ความสม่ำเสมอ นะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

5 วิธีการใช้ เครื่องปั่นจักรยาน ให้ถูกวิธี มากที่สุด

ท่าออกกำลังกาย พิลาทีส ( Pilates ) ใน ฟิตเนส ( Fitness )

ฟิตเนส

Strength Machine ตัวช่วย สร้างกล้ามเนื้อ ในฟิตเนส

การออกกำลังกาย โดยการไป ฟิตเนส และ ใช้อุปกรณ์ เพื่อช่วยเสริมสร้าง กล้ามเนื้อ ให้ร่างกาย แข็งแรง และ หุ่นกระชับ มีสัดส่วน ที่น่ามองแล้ว ยังรวมถึง การเลือก ทานอาหาร ที่มีประโยชน์ เลือกทาน โปรตีนที่ดี ให้เพียงพอ เพื่อส่งเสริม สุขภาพที่ดี ให้ร่างกายด้วย

 

การออกกำลังกาย แบบฝึกกล้ามเนื้อจะมุ่งเน้น ไปที่การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแกร่ง ของกล้ามเนื้อ กลุ่มต่าง ๆ ในร่างกาย ให้ทำงานไปพร้อมกัน โดยมีวิธีการปรับเปลี่ยน ท่าออกกำลังกาย ที่เหมาะสม และการใช้อุปกรณ์ การเล่น แบบเฉพาะเจาะจง

Strength Machine หรือ อุปกรณ์ สร้างกล้ามเนื้อ ที่มักจะตั้ง อยู่ใน ฟิตเนส ( Fitness ) หรือ สถานที่ ออกกำลังกาย ยิมต่างง ๆ ที่จะมีฟังก์ชั่น การใช้งาน ที่เยอะมาก ๆ สามารถ ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อ ได้แทบ จะทุกส่วน ของร่างกาย มองดูแล้ว เครื่องสร้าง กล้ามเนื้อ อาจจะดู ใช้งานยาก ซับซ้อน แต่ถ้าได้ ลองเล่น อย่างจริงจัง หรือ มีคนแนะนำ ให้อย่าง ถูกวิธี ก็จะสามารถ เข้าใจ การใช้งาน ของเครื่องนี้ ได้ไม่ยาก เพราะเครื่องนี้ สามารถ ช่วยให้เรา สร้างกล้ามเนื้อ และ ทำให้ กระชับ ได้อย่างดี สามารถ ลดขนาด ของรอบเอว และ ลดไขมัน รวมถึง อาการปวด ตามข้อต่อต่าง ๆ ด้วย ยิ่งถ้าคนไหน ไปออกกำลังกายที่ ฟิตเนส และ มีการจ้าง เทรนเนอร์ ก็จะยิ่งดี เพราะจะได้รับ คำแนะนำ ในการ ใช้อุปกรณ์ อย่างถูกต้อง และ ได้ออกกำลังกาย อย่างถูกวิธี

 

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย อีกชนิดหนึ่ง ที่น่าสนใจ ในฟิตเนส ( Fitness ) คือ บาร์โหน ซึ่งจะช่วย ในเรื่องของ การเพิ่มพลัง ให้กับ กล้ามเนื้อ ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การใช้งาน บาร์โหน แต่ละครั้ง ต้องใช้แรงของตัวเอง ตั้งแต่ ปลายนิ้วมือ ไปที่ต้นแขน หัวไหล่ ต้นคอ รวมถึง หลังของเรา ซึ่งเป็นการ ใช้แรงของ ร่างกายทั้งหมด บาร์โหน จะช่วยเพิ่ม ความแข็งแกร่ง ของกล้ามเนื้อ ให้กับร่างกาย อย่างมีประสิทธิภาพ และ เห็นผลเป็นอย่างดี หากออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่อง

 

นอกจาก การสร้าง กล้ามเนื้อแล้ว บาร์โหน ในฟิตเนส ( Fitness )  ยังช่วยยืด ให้หลังของเรา ตรงขึ้น อีกด้วย เพราะเวลา ที่ใช้งาน อุปกรณ์นี้ กระดูกสันหลัง จะเหยียดตรง และ จะช่วยในการ ลดการคดงอ ของกระดูก เราได้ เรียกว่า ช่วยให้เรา มีบุคลิกภาพ ที่ดี มากขึ้น เป็นอุปกรณ์ ที่ใช้งานง่าย และ ไม่เปลืองพื้นที่ นั่นเอง

 

สำหรับคน ที่กำลัง อยากเสริมสร้าง กล้ามเนื้อ ให้กับร่างกาย Strength Machine และ บาร์โหน ถือเป็น ตัวเลือก ที่ดี ในการออกกำลังกาย ที่จะช่วยเสริม ให้มีกล้ามเนื้อ ที่แข็งแรง และ ทำให้บุคลิกภาพ ดีขึ้นด้วย หากเรา มีสุขภาพร่างกายที่ดี ก็จะส่งผล ให้มีรูปร่าง และ สรีระ ที่ได้สัดส่วน มีความกระชับ เฟิร์ม เข้ารูป ซึ่งหลาย ๆ คน ก็อยากจะได้ ผลลัพธ์ที่ดี ดังนั้น เพียงแค่เรา ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีประสิทธิภาพ มากทีเดียว อีกทั้ง ในเรื่อง การรับประทาน อาหาร ที่มีประโยชน์ เพิ่มโปรตีน ให้ร่างกาย ในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะถือว่า ประสบความสำเร็จ ในการออกกำลังกาย อย่างแน่นอน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

5 วิธีการใช้ เครื่องปั่นจักรยาน ให้ถูกวิธี มากที่สุด

หยุดทำถ้าอยากหุ่นดี

ท่าออกกำลังกาย พิลาทีส ( Pilates ) ใน ฟิตเนส ( Fitness )

ท่าออกกำลังกาย พิลาทีส ( Pilates ) ใน ฟิตเนส ( Fitness )

เพื่อน ๆ รู้จักการออกกำลังกายแบบ พิลาทีส ( Pilates ) ไหมคะ เป็นการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ แต่ใช้งานครบทุกสัดส่วนของร่างกาย หากได้รับการฝึกฝนถูกวิธี วันนี้เราจึงมาแนะนำ ท่าออกกำลังกาย พิลาทีส ใน ฟิตเนส ( Fitness ) กันค่ะ

 

พิลาทีส ( Pilates ) เรียกได้ว่า เป็นอีกการออกกำลังกาย สามารถออกไปทั้ง ที่บ้าน ยิม และ ฟิตเนส ( Fitness ) ที่ใช้การบริหารร่างกายอย่างปลอดภัย เพราะมีการกระทบ กระแทกน้อยมาก โดยใช้การเคลื่อนไหวแบบนุ่มนวล ผ่านท้วงท่าที่สวยสดงดงาม เน้นความนุ่มนวล เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนท่าออกแบบมาโดยเฉพาะ สำหรับการบริหารร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ จะต้องผสานกับการหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ตามที่กำหนด

 

พิลาทีส ( Pilates ) สามารถนำไปผสมผสานกับศาสตร์อื่น ๆ อย่างเช่น โยคะ เรียกได้ว่า Yogilates หรือ Yogalates อีกอย่างสามารถนำไปเล่นกับลูกบอลยักษ์ ( Fit Ball ) ได้เช่นกัน

 

 

เทคนิคการเล่น พิลาทีส ( Pilates )

เน้นให้ศูนย์พลังบริเวณจุดกึ่งกลางของ ร่างกาย บริเวณช่องท้อง เป็นตัวควบคุมการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  Power Home  ซึ่งเชื่อว่าร่างกายคนเรา มีพลังภายในที่ปกติจะไม่ค่อยได้ใช้ นอกจากเวลาเกิดเหตุสุดวิสัย ยกตัวอย่าง ขณะที่เดินเกิดอาการข้อเท้าผลิก จะใช้พลังจากส่วน Power Home นั่นเอง

 

กระบวนท่าพื้นฐานของ พิลาทีส ( Pilates )

จากผู้คิดค้น คือ Joseph Pilates มี 34 ท่า  in return to life through contrology  แต่ละท่ามีระดับความ ยาก - ง่าย แตกต่างกัน จากขั้นพื้นฐานไปถึงขั้นสูง ท่าหลักๆ ส่วนใหญ่จะเรียกชื่อตรงกันทุกสำนัก เช่น

 

ท่าขั้นพื้นฐาน ของ พิลาทีส ( Pilates )

  • One hundred ( 100 )
  • Double legs stretch
  • Roll up

 

อย่างท่าที่ต้องยกตัว ยกหลังสูง เช่น ท่า Scissors hips up, Roll over ซึ่งผู้ฝึกจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการยก และ วางตัว อย่างปลอดภัย ดังนั้น ครูฝึกที่เชี่ยวชาญ จะเป็นคนพิจารณาเห็นควรว่า คนไหนควรเลือกฝึกท่าไหน ตามสรีระ หรือ ความพร้อมของคนๆ นั้น ในแต่ละสำนักที่ได้รับการถ่ายทอด พิลาทีส ( Pilates ) อาจมีการดัดแปลงท่าทางบ้างเล็กน้อย คงไว้ซึ่งหลักการเดียวกัน

 

มาดูกันว่า กระบวนท่าของ พิลาทีส ( Pilates ) แบบง่าย

ท่าแรก : กล้ามเนื้อต้นขา และ ก้น

  1. นอนราบ ตั้งเข่า ถ้ามีลูกบอลให้หนีบลูกบอลไว้ที่เข่า วางฝ่าเท้าราบไปกับพื้น คว่ำฝ่ามือไว้ด้านข้างลำตัว
  2. เกร็งหน้าท้องไว้ ออกแรงดันตัว พร้อมยกสะโพกขึ้น ให้หลังเหยียดตรง ใช้ความนิ่งบวกกับเกร็งหน้าท้องไว้ตลอด ใช้การยืดหดของข้อพับสะโพกยกตัวขึ้นลง 5 - 10 ครั้ง
  3. ครั้งสุดท้ายให้ยกตัวขึ้นค้างไว้ บีบลูกบอลเข้าออกเป็นจังหวะ 10 ครั้ง และค่อยลดตัวลงนอนราบกับพื้น

 

ท่าที่ 2 : บริหารกล้ามเนื้อ

  1. จับห่วงริงไว้ที่ด้านหลังศีรษะ
  2. จับห่วง ยกขึ้นอย่างช้า ๆ  ค้างไว้โดยหายใจเข้าออก ทำซ้ำ  5 - 10 ครั้ง

 

ท่าที่ 3 : สร้างความยืดหยุ่นของช่วงล่าง สร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง

  1. นอนราบ เกร็งหน้าท้อง ยกขาสองข้างตั้งฉากกับพื้น แล้วยกไหล่ และศีรษะขึ้น
  2. งอเข่าเข้าหาตัว พร้อมใช้มือช่วยประคอง ขาอีกข้างเหยียดตรง
  3. ทำสสับกันทั้งสองข้างไปเรื่อยๆ ข้างละ 5 - 10 ครั้ง

 

ท่าที่ 4 : ลดหน้าท้อง สร้างกล้ามเนื้อช่วงไหล่

  1. อยู่ในท่าคลานสี่ขา แขนกดกับพื้นดันลำตัวขึ้นให้สุด หลังไม่แอ่น
  2. เหยียดขาตรงให้สุด ไปด้านหลัง
  3. เหยียดแขนไปข้างหน้าข้างหนึ่ง ค้างไว้ แล้วสลับข้าง ข้างละ 5 - 10 ครั้ง

 

ท่าที่ 5 : กระชับสัดส่วนของรอบเอว สร้างกล้ามเนื้อไหล่ สูตรบริหารก้น

  1. เริ่มต้นด้วยท่านอนตะแคง ยื่นขาออกมาด้านหน้าเล็กน้อย นำขาด้านบนวางข้างหน้าขาล่าง ใช้แขน และ หัวไหล่ ยันตัวขึ้นโดยให้สะโพกยังวางอยู่กับพื้น
  2. ยกสะโพกขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อมเหยียดแขนตรงขึ้นไปข้างบน โดยทิ้งน้ำหนักที่ขาล่าง
  3. ลำตัว และ สะโพก อยู่ในระนาบเดียวกัน ค้างไว้ แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ ข้างละ 3 - 5 ครั้ง

 

ท่าที่ 6 : บริหารต้นขา

  1. เริ่มต้นด้วยท่านอนตะแคง ใช้แขนที่นาบกับพื้นหนุนศีรษะ แขนอีกข้างไว้ด้านหน้าลำตัว
  2. ชันขาข้างที่ไม่ได้นาบกับพื้น ไว้ด้านหลัง
  3. เหยียดขาตรง พร้อมยกขึ้นเล็กน้อย ค้างไว้ ในแต่ละรอบเพิ่มความเร็วในการยกขึ้น 8 - 10 ครั้ง และ สลับข้างไปเรื่อย ๆ

 

หากเพื่อน ๆ สนใจ อยากลองมาออกกำลังกายที่ ฟิตเนส ( Fitness ) เราขอแนะนำ FIT24 หรือ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เป็นสถานที่ให้บริการฟิตเนสชั้นนำ ที่มีคุณภาพ สำหรับทุกคน ในทุก ๆ วัน ตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานทุกคน พร้อมให้บริการ ด้วยความเป็นมิตร และ ความจริงใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี และ เสริมสร้างสมรรถนะ ของร่างกาย

 

สามารถออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) แบบครบวงจร พร้อมอุปกรณ์ ออกกำลังกายที่ดีที่สุด ที่คัดสรรมาให้เพื่อน ๆ สายสุขภาพได้ออกกำลังกายกันอีกด้วย นอกจาก ฟิตเนส แล้ว FIT24 ยังมีการสอน มวยไทย หรือ สถานที่ฝึกซ้อม มวยไทย บริการอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ ครบ จบ ทุกการออกกำลังกาย เลยนะคะ

 

FIT24 มีสาขาดังนี้

  • Praartit FIT24 ( สาขาข้าวสาร )
  • Ratchada FIT24 ( สาขารัชดา อยู่ติดกับโพไซดอน )
  • Srinakarin FIT24 ( สาขาศรีนครินทร์ อยู่ด้านในปั้มบางจาก ถนนศรีนครินทร์ )

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

ฟิตเนส

5 วิธีการใช้ เครื่องปั่นจักรยาน ให้ถูกวิธี มากที่สุด

เครื่องปั่นจักรยาน เป็นเครื่องออกกำลังกาย อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคน สามารถเริ่มต้น ออกกันได้ง่าย ๆ เครื่องปั่นจักรยาน ช่วยบริหารช่วงต้นขา และ หน้าท้อง ได้เป็นอย่างดี แต่การที่ จะออกกำลังกาย ให้ได้ผล ดีที่สุด ก็ควรมี วิธีการใช้ ที่ถูกต้องด้วย

 

เครื่องปั่นออกกำลังกาย จำเป็นจะต้องมี วิธีการปั่น ทั้งในแบบ การปั่นแบบทั่วไป และ การปั่นแบบออกกำลังกาย ที่อยู่กับที่ เพื่อให้ได้ ประสิทธิภาพ มากที่สุด โดยจะมีวิธี การใช้งาน 5 วิธีด้วยกัน ดังนี้

 

 

 

 

1. การวอร์มอัพ ก่อนใช้งาน เครื่องปั่นจักรยาน

ก่อนเริ่มต้น การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น การออกในวิธีการใดก็ตาม จำเป็นจะต้อง มีการวอร์มอัพ ของร่างกาย ก่อนที่จะเริ่ม การออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เกิดอาการ กล้ามเนื้อยึด และ ยังทำให้ ระบบภายใน ร่างกายของเรา มีการปรับตัว ก่อนที่จะทำการ ออกกำลังกาย เพื่อให้การออกกำลังกายนั้น มีประสิทธิภาพ และ ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ ได้เป็นอย่างดี

 

2. การปรับระดับ ของเบาะรองนั่ง ให้พอดี

การปรับระดับ ของเบาะรองนั่ง ต้องทำการปรับเบาะ ให้พอดี กับตัวของ ผู้ออกกำลังกายก่อน เพราะไม่งั้น อาจจะทำให้ การปั่นจักรยาน เกิดอาการเคล็ด และ อาจทำให้ การปั่นจักรยาน ไม่ได้รับประสิทธิภาพ อย่างเต็มที่ ซึ่งการปรับเบาะที่นั่ง ให้ได้มาตรฐาน จะปรับด้วยการ ให้ลองขึ้นไปนั่งดูก่อน และ วัดจากการ เหยียดขา  - งอเข่า ของผู้ปั่น ให้พอดี อย่าให้ส่วนของความสูงของเบาะ และ ที่ปั่น สูงจนเกินไป จนเท้าไม่สามารถปั่นถึง และ ต้องปรับเบาะ ให้พอดี กับการงอเข่า ประมาณ 5 – 10 องศาด้วย

 

3. การปรับแท่น หรือ สายรัดเท้า ให้พอดีกับเท้า

การปรับแท่น หรือ สายรัดเท้า ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดการชะงัก ขณะที่กำลัง ปั่นออกกำลังกายอยู่ หรือ ป้องกันการปั่น แล้วหลุดจากเท้า จึงต้องมีการปรับ ให้เหมาะสม เพราะหากคุณ กำลังปั่นอยู่ แล้วเกิดเท้าหลุดออกจาก แท่นปั่น อาจทำให้ ส่วนของกล้ามเนื้อต้นขา และ น่องขา เกิดการฉีกขาด หรือ อักเสบได้ ดังนั้น จึงต้องมีการ ปรับแท่นปั่น หรือ สายรัด ให้ดีก่อน ทำการใช้เครื่องปั่นจักรยาน

 

4. การปรับแรงต้าน ของเครื่องปั่นจักรยาน ให้เหมาะสม

เครื่องปั่นจักรยาน จำเป็นที่จะต้อง มีการปรับ แรงต้านทาน ก่อนที่จะทำการปั่น เพราะการปรับ แรงต้านทาน จะเป็นตัวช่วย ในเรื่องของ การเผาผลาญพลังงาน ให้มีประสิทธิภาพ หรือ ทำให้การออกกำลังกาย ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการปรับแรงต้าน ของเครื่องปั่นจักรยาน ก็เป็นเรื่อง ที่มีความจำเป็นอย่างมาก ที่จะต้อง ปรับระดับ ให้พอดี และ ถ้าหากพึ่งเริ่มต้น การใช้เครื่องปั่นจักรยาน ออกกำลังกายในช่วงแรก ก็ไม่ควร ที่จะปรับ ให้แรงต้าน สูงจนเกินไป ถ้ายังไม่คุ้นชิน ให้เริ่มต้น จากการปั่นแรงต้าน ที่น้อยก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับระดับขึ้นไป เพื่อเพิ่มระดับการทำงาน ของกล้ามเนื้อ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

5. การวางแผน การใช้เครื่องปั่นจักรยาน ให้มีรูปแบบ

การออกกำลังกาย โดยเครื่องปั่นจักรยาน ควรจัดโปรแกรม การปั่นออกกำลังกาย ให้ดีก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ระหว่างการออกกำลังกาย ซึ่งจะเป็น การวางแผน จัดโปรแกรม ที่เหมาะสม โดยในช่วงแรก อาจจะปั่น โดยระดับ ที่ยังช้า ๆ ค่อย ๆ ไป แต่ใช้เวลานาน ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนให้ปรับ ความคุ้นเคย และ ค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้น ซึ่งหาก เริ่มคุ้นชิน เชี่ยวชาญมากกว่าเดิม ก็ลองปั่นเป็นจังหวะ แบบเร่งความเร็วขึ้น 10 – 15 นาที และ ค่อย ๆ ผ่อนความแรง ของการปั่นลง

 

เมื่อรู้วิธีการใช้งาน เครื่องปั่นจักรยาน ที่ถูกต้องแล้ว เพื่อน ๆ ก็อย่าลืม ลองไปทำตามกันดูนะคะ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เข้าฟิตเนส วันแรก เตรียมของ อะไรไปบ้าง

5 หลุมพรางกล้ามไม่ขึ้น

5 หลุมพรางกล้ามไม่ขึ้น

5 หลุมพรางกล้ามไม่ขึ้น

การที่เราจะมีกล้าม หรือ มีหุ่นที่ดี เฟิร์มได้นั้น เราต้องมีการออกกำลังกาย และ การทานอาหารที่ถูกต้อง เพราะไม่อย่างนั้น การที่เรายกเวท ก็จะทำให้เรา เสียเวลาได้ 

 

เราต่างก็รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าการที่เราจะมีกล้าม เราต้องมีการออกกำลังที่ถูกวิธี และ การออกกำลัง ที่เป็นการสร้างกล้ามเนื้อ ก็คือ การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพราะว่า เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เป็นการทำให้กล้ามเนื้อของเรา ฉีกขาด ทำให้สาอาหารที่เราทานเข้า สามารถไปยึดเกาะ ที่รอยฉีกของกล้ามเนื้อ และ เราก็ควรที่จะ มีการ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) อยู่เรื่อย ๆ และ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เป็นประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อ ได้มีการพัฒนา แต่การออกกำลัง แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ก็มีหลุมพราง ที่ทำให้กล้ามของเรา ไม่ขึ้น หรือ กล้ามไม่โตได้ จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

 

 

 

 

5 หลุมพรางกล้ามไม่ขึ้น

 

1. ทานน้อยสารอาหารไม่เพียงพอ

หลังจากที่เรา ออกกำลังกาย แบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ดราก็จะไม่อยาก จะทานอะไรเข้าไป เพราะกลัวว่าเราจะอ้วน การทำแบบนี้ ต่างหากที่ทำให้เราอ้วน และ กล้ามไม่ขึ้น เพราะฉะนั้น หลังจากที่เราเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เสร็จ เราก็ควรที่จะมีการทานอาหาร ที่ดี ที่เหมาะสม อย่างการทาน โปรตีน เพราะว่า โปรตีน จะเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้กับร่างกายของเรา และ เราควรที่จะ ทานโปรตีนให้ถึง ตามที่ร่างกายของเรา ต้องการทุกวัน โดยการทานโปรตีน เราควรจะทานให้ได้ โปรตีน 1.5 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เราควรทานแบบนี้ ทุกวัน แม้ว่า จะเป็นวันพัก และ ไม่ได้เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ก็ตาม

 

แม้ว่า โปรตีน จะเป็น สารอาหารที่จะเป็น ต่อการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ก็อาย่าลืม โฟกัสไปที่สารอาหาร หมู่อื่นด้วย ไม่ควรเน้นไปที่ โปรตีนอย่างเดียว นะครับ เพราะการที่เรา เน้นไปที่ การทานโปรตีนอย่างเดียว ก็ทำให้เรา กล้ามไม่ขึ้นนะครับ

2. พักผ่อนไม่เพียงพอ

การพักผ่อนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ต่อร่างกายของเรามาก ๆ เพราะว่า ฝนขณะที่เราพักผ่อน ร่างกายของเรา จะมีระบบในการ สร้าง ซ่อมแซม และ ฟื้นฟู กล้ามเนื้อของเรา ให้มีการบาดเจ็บน้อยลง ถึงแม้ว่า วันนั้น เราจะ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ที่ไม่หนักก็ตาม แต่อย่างไร เราก็ควรที่จะ มีการพักผ่อน ให้เพียงพอ เพื่อให้ร่าสงกายของเรา สามารถ สร้างกล้ามเนื้อได้ดี และ เราควรที่จะนอน ให้ได้ 7 – 9 ชั่วโมงต่อวัน และ ควรที่จะหลับสนิท ในช่วงเที่ยงคืนน ถึง ตี2 เพื่อให้ Growth Hormones ในร่างกาย สามารถทำงานได้เต็มที่ และ สามารถทำงานได้อย่างมี แระสิทธิภาพ

 

3. ใช้น้ำหนักที่เยอะเกินไป

การที่เราจะเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ให้กล้ามขึ้นนั้น หลาย ๆ คนมักคิดว่า ยิ่งหนัก กล้ามยิ่งขึ้นไว แต่จริง ๆ การที่เราจะ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ให้มีกล้ามนั้น เราต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป เนิ่มจากน้ำหนักที่เราไหว พอร่างกาย หรือ กล้ามเนื้อของเรา เริ่มชินกับ น้ำหนักนั้นแล้ว เราก็ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้น เพื่อให้กล้ามเนื้อ มีการพัฒนา 

หากเราใช้น้ำน้ำหนัก ที่เยอะเกินไป การเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) จะไม่โดนกล้ามเนื้อ แต่จะไปโดน ในส่วนของ ข้อต่อมากกว่า กล้ามเนื้อ เพราะว่า การที่เรา ยกย้ำหนักที่มากเกินไป เราจะการใช้ข้อ ในการยก แทนการใช้กล้ามเนื้อ ดังนั้น การเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ควรเริ่มจาก น้ำหนักเบา ๆ ก่อนนะครับ แค่ก็ไม่ควรเบาจนเกินไป นะครับ หากเบาเกินไป ก็ทำให้กล้ามเรา ไม่ขึ้น เหมือนกันนะครับ

 

4. เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ไม่สม่ำเสมอ

การที่เรา จะมีกาล้าม ก็ต้องเกิดจาก ความสม่ำเสมอ ของการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้น หากเราต้องการ ที่จะมีกล้าม มีหุ่นที่เฟิร์ม สิ่งที่เราต้องมี ก็คือ ความสม่ำเสมอ ความต่อเนื่อง ที่จะทำกล้ามของเรา ใหญ่ขึ้น

 

5. คาร์ดิโอมากเกินไป

 การคาร์ดิโอ เป็นเรื่องที่ดี แต่การที่เรา มีการคาร์ดิโอ มากเกินไป ก็จะทำให้ เรานั้นมีการ สูญเสียกล้ามเนื้อได้ เพราะฉะนั้น เราควรจะ มีการคาร์ดิโอ ที่พอดี ไม่ควรมากเกินไป นะครับ

 

หากเพื่อน ๆ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) แล้วกล้ามไม่ขึ้นสักที ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เพื่อน ๆ กำลังตกหลุมพราง อยู่ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ ที่เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ก็ยะวังหลุมพรางนี้ ให้ดีนะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 ปัญหา ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อห่างจากการ ออกกำลังกาย

5 อาหารที่ควรทาน ก่อนออกกำลังกาย

 

หยุดทำถ้าอยากหุ่นดี

หยุดทำถ้าอยากหุ่นดี

การมีหุ่นที่ดี เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ความผอม มีกล้าม ก็ตามแต่ การมีหุ่น ที่ดีนั้น เราทำได้ไม่ยาก เพียงแต่มีความเข้าใจ ในการออกกำลังกาย

 

หากพูดถึง หุ่นที่ดี หลาย ๆ คน ก็จะนึกถึงการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) การออกกำลังกาย และ การควบคุมอาหาร หรือ หลาย ๆ คนก็อาจจะใช้วิธีต่าง ๆ ตามอินเทอร์เน็ต อย่างการดูดไขมัน การผ่าตัดเย็บกระเพาะอาหาร ทานยาลดน้ำหนัก อดอาหาร เพื่อทำให้ตัวเอง ผอม หรือ เพื่อให้ตัวเอง มีหุ่นที่ดีตามที่ตั้งใจเอาไว้ ก่อนที่เราจะมีหุ่นที่ดีได้นั้น เราต้องมีความเข้าใจก่อน ว่า การที่เรา จะมีหุ่นที่ดีได้นั้น เราไม่สามารถ ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวได้ แต่เราต้องมีการควบคุมอาหาร ควบคู่ ไปกับการออกกำลังกายไปด้วย ดังนั้น วันนี้ เรามาดูกัน ว่ามีวิธีไหนบ้าง ที่ทำแล้ว เราจะมีหุ่นไม่ดี

 

การมีหุ่นที่ดี เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ความผอม มีกล้าม ก็ตามแต่ การมีหุ่น ที่ดีนั้น เราทำได้ไม่ยาก เพียงแต่มีความเข้าใจ ในการออกกำลังกาย

 

หากพูดถึง หุ่นที่ดี หลาย ๆ คน ก็จะนึกถึงการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) การออกกำลังกาย และ การควบคุมอาหาร หรือ หลาย ๆ คนก็อาจจะใช้วิธีต่าง ๆ ตามอินเทอร์เน็ต อย่างการดูดไขมัน การผ่าตัดเย็บกระเพาะอาหาร ทานยาลดน้ำหนัก อดอาหาร เพื่อทำให้ตัวเอง ผอม หรือ เพื่อให้ตัวเอง มีหุ่นที่ดีตามที่ตั้งใจเอาไว้ ก่อนที่เราจะมีหุ่นที่ดีได้นั้น เราต้องมีความเข้าใจก่อน ว่า การที่เรา จะมีหุ่นที่ดีได้นั้น เราไม่สามารถ ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวได้ แต่เราต้องมีการควบคุมอาหาร ควบคู่ ไปกับการออกกำลังกายไปด้วย ดังนั้น วันนี้ เรามาดูกัน ว่ามีวิธีไหนบ้าง ที่ทำแล้ว เราจะมีหุ่นไม่ดี

 

 

 

 

1. อย่าฝึกแต่กล้ามเนื้อหน้าท้อง

เราเข้าใจ ว่าทุกคนอยากมีซิกแพค ( Six pack ) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเน้นไปที่ การออกกำลังกาย ไปที่กล้ามหน้าท้อง เพียงอย่างเดียว แต่การที่เรา จะมีซิกแพค ( Six pack ) ได้นั้นเราจะต้อง มีไขมันที่ต่ำด้วย เพื่อให้กล้ามท้อง หรือ ซิกแพค ( Six pack ) ของเราชัด นั่นเองครับ หากเรามีแต่ฝึก หรือ เล่นแค่กล้ามหน้าท้อง เพียงอย่างเดียว ไม่มีการลดไขมัน กล้ามท้อง หรือว่า ซิกแพค ( Six pack ) ของเราก็จะมี และ แข็งแรงไม่ต่างจากคนที่ เล่นมานาน แต่ก็จะไม่ชัด เพราะว่า ไขมันที่หน้าของเรา ได้บังซิกแพค ( Six pack ) เอาไว้นั่นเองครับ เพราะฉะนั้น หากเรา อยากที่จะมีซิกแพค ( Six pack ) ที่ชัด เราก็ควรมีการ คาร์ดิโอ ( Cardio ) ควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการลดไขมันในร่างกาย พอเรา มีการลดไขมันไปด้วย กล้ามหน้าท้อง หรือ ซิกแพค ( Six pack )  ของเราก็จะ เห็นได้ชัด

 

2. หยุดกินน้อย

การทานอาหารน้อย ทำให้ร่างกายของเรา ได้รับสารอาหาร และ พลังงานที่ไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายของเรา มีแรงที่น้อยลง อีกทั้ง การทานน้อย ยังเป็นการกระตุ้นให้ ร่างกายของเรา กักเก็บไขมัน ไม่ยอมเอาออกมาใช้ และ พอเราออกกำลังกาย บวกกับการทานน้อย ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เรา กลายเป็นหมู ที่แข็งแรงนั่นเองครับ เพราะฉะนั้น เราก็ควร ทานอาหารให้พอดี กับที่ร่างกายของเรา ต้องการในหนึ่งวัน และ สารอาหารถึง เพียงเท่านี้ ร่างกายของเรา ก็จะดึงเองไขมันส่วนเกิน ออกมาใช้งานนั่นเองครับ

 

3. ไม่คาร์ดิโอ ( Carido )

เยอะเกินไป การคาร์ดิโอ ( Carido ) ช่วยทำให้ ไขมันในร่างกายของเรา ลดลงได้จริง ๆ แต่เราก็ไม่ควร เน้นไปที่การคาร์ดิโอ ( Carido ) เพราะการ คาร์ดิโอ ( Carido ) มากเกินไป อาจจะทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ ดังนั้น เพื่อให้เรา มีหุ่นที่ดี เราก็ควรที่จะ มีการเพิ่ม โปรแกรม เวทเทรนนิ่งเข้าไปด้วย เพื่อให้ร่างกายของเรา ได้มีการสร้างกล้ามเนื้อไปด้วย และ พอเราลดไขมันลงได้แล้ว หุ่นของเรา ก็จะมีกล้ามเนื้อที่สวย และ ทำให้เรามีหุ่นที่ดี ดูลีน ดูเฟิร์มแน่นอนครับ และ ทำให้เราใส่อะไรก็สวย ก็ดูดี

 

4. ไม่เน้นไปที่การฝึกกล้ามเนื้อมัดเดี่ยว

สาเหตุที่เรานั้น ไม่ควรเน้น ไปที่การฝึกกล้ามเนื้อมัดเดี่ยว ก็เป็นเพราะว่า การฝึกกล้ามเนื้อมัดเดี่ยวยนั้น จะเป็นการที่ ร่างกายของเรา มีการขยับที่น้อย ไม่มีเผาผบาญไขมัน และ การฝึกกล้ามเนื้อ มัดเดี่ยวยังทำให้เราไม่เหนื่อย อีกด้วย การทำแบบนี้ จะทำให้ รูปร่างของเรา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เฟิร์มตามที่เรา คิดเอาไว้

 

ดังนั้น เราควรที่จะมีการฝึก หรือ ออกกำลังกายแบบ กล้ามเนื้อหลายมัด เพราะการ ทำแบบนี้ จะทำให้ร่างกายของเรา มีการสร้างกล้ามเนื้อ ที่เยอะกว่า และ ร่างกายของเรา จะสามารถเผาผลาญพลังงาน ได้มากกว่า ก็จะทำให้ หุ่นของเรา เฟิร์ม และ ดูดี

 

หากเพื่อน ๆ อยากที่จะมีหุ่นที่ดี มีหุ่นที่เฟิร์ม เพื่อน ๆ ก็ลองเอาวิธี ที่เราแนะนำไปใช้ดูนะครับ รับรองว่า การทำแบบนี้ จะทำให้เพื่อน ๆ มีหุ่นที่ดีแน่นอนครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก ด้วย อุปกรณ์แบบฟรีเวท

 

5 หลักใน การวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ ควรรู้

 

1. อย่าฝึกแต่กล้ามเนื้อหน้าท้อง

เราเข้าใจ ว่าทุกคนอยากมีซิกแพค ( Six pack ) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเน้นไปที่ การออกกำลังกาย ไปที่กล้ามหน้าท้อง เพียงอย่างเดียว แต่การที่เรา จะมีซิกแพค ( Six pack ) ได้นั้นเราจะต้อง มีไขมันที่ต่ำด้วย เพื่อให้กล้ามท้อง หรือ ซิกแพค ( Six pack ) ของเราชัด นั่นเองครับ หากเรามีแต่ฝึก หรือ เล่นแค่กล้ามหน้าท้อง เพียงอย่างเดียว ไม่มีการลดไขมัน กล้ามท้อง หรือว่า ซิกแพค ( Six pack ) ของเราก็จะมี และ แข็งแรงไม่ต่างจากคนที่ เล่นมานาน แต่ก็จะไม่ชัด เพราะว่า ไขมันที่หน้าของเรา ได้บังซิกแพค ( Six pack ) เอาไว้นั่นเองครับ เพราะฉะนั้น หากเรา อยากที่จะมีซิกแพค ( Six pack ) ที่ชัด เราก็ควรมีการ คาร์ดิโอ ( Cardio ) ควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการลดไขมันในร่างกาย พอเรา มีการลดไขมันไปด้วย กล้ามหน้าท้อง หรือ ซิกแพค ( Six pack )  ของเราก็จะ เห็นได้ชัด

 

2. หยุดกินน้อย

การทานอาหารน้อย ทำให้ร่างกายของเรา ได้รับสารอาหาร และ พลังงานที่ไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายของเรา มีแรงที่น้อยลง อีกทั้ง การทานน้อย ยังเป็นการกระตุ้นให้ ร่างกายของเรา กักเก็บไขมัน ไม่ยอมเอาออกมาใช้ และ พอเราออกกำลังกาย บวกกับการทานน้อย ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เรา กลายเป็นหมู ที่แข็งแรงนั่นเองครับ เพราะฉะนั้น เราก็ควร ทานอาหารให้พอดี กับที่ร่างกายของเรา ต้องการในหนึ่งวัน และ สารอาหารถึง เพียงเท่านี้ ร่างกายของเรา ก็จะดึงเองไขมันส่วนเกิน ออกมาใช้งานนั่นเองครับ

 

3. ไม่คาร์ดิโอ ( Carido )

เยอะเกินไป การคาร์ดิโอ ( Carido ) ช่วยทำให้ ไขมันในร่างกายของเรา ลดลงได้จริง ๆ แต่เราก็ไม่ควร เน้นไปที่การคาร์ดิโอ ( Carido ) เพราะการ คาร์ดิโอ ( Carido ) มากเกินไป อาจจะทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ ดังนั้น เพื่อให้เรา มีหุ่นที่ดี เราก็ควรที่จะ มีการเพิ่ม โปรแกรม เวทเทรนนิ่งเข้าไปด้วย เพื่อให้ร่างกายของเรา ได้มีการสร้างกล้ามเนื้อไปด้วย และ พอเราลดไขมันลงได้แล้ว หุ่นของเรา ก็จะมีกล้ามเนื้อที่สวย และ ทำให้เรามีหุ่นที่ดี ดูลีน ดูเฟิร์มแน่นอนครับ และ ทำให้เราใส่อะไรก็สวย ก็ดูดี

 

4. ไม่เน้นไปที่การฝึกกล้ามเนื้อมัดเดี่ยว

สาเหตุที่เรานั้น ไม่ควรเน้น ไปที่การฝึกกล้ามเนื้อมัดเดี่ยว ก็เป็นเพราะว่า การฝึกกล้ามเนื้อมัดเดี่ยวยนั้น จะเป็นการที่ ร่างกายของเรา มีการขยับที่น้อย ไม่มีเผาผบาญไขมัน และ การฝึกกล้ามเนื้อ มัดเดี่ยวยังทำให้เราไม่เหนื่อย อีกด้วย การทำแบบนี้ จะทำให้ รูปร่างของเรา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เฟิร์มตามที่เรา คิดเอาไว้

 

ดังนั้น เราควรที่จะมีการฝึก หรือ ออกกำลังกายแบบ กล้ามเนื้อหลายมัด เพราะการ ทำแบบนี้ จะทำให้ร่างกายของเรา มีการสร้างกล้ามเนื้อ ที่เยอะกว่า และ ร่างกายของเรา จะสามารถเผาผลาญพลังงาน ได้มากกว่า ก็จะทำให้ หุ่นของเรา เฟิร์ม และ ดูดี

 

หากเพื่อน ๆ อยากที่จะมีหุ่นที่ดี มีหุ่นที่เฟิร์ม เพื่อน ๆ ก็ลองเอาวิธี ที่เราแนะนำไปใช้ดูนะครับ รับรองว่า การทำแบบนี้ จะทำให้เพื่อน ๆ มีหุ่นที่ดีแน่นอนครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก ด้วย อุปกรณ์แบบฟรีเวท

5 หลักใน การวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ ควรรู้

วิธีเลือกรองเท้า สำหรับออกกำลังกาย

วิธีเลือกรองเท้า สำหรับออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย ในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนต่างให้ความสนใจ นอกจาก สุขภาพแล้ว ร่างกายแล้ว รองเท้า สำหรับ ออกกำลังกาย ก็เป็นเรื่องที่เรา ควรใส่ใจเช่นเดียวกับ สุขภาพ

 

ปัจจุบัน ผู้คนต่าง หันสามานใจ ในเรื่องของสุขภาพ ร่างกายกันมากขึ้น หันมาออกกำลังกาย หันมาเข้าฟิตเนส รวมไปจนถึง การทานอาหาร อย่างการทานอาหารคลีน โดยเฉพาะ การออกกำลังกาย เป็นเรื่องที่เราเห็นได้บ่อยมาก ๆ และ เป็นกิจกรรม ที่ผู้คนต่างให้ความสำคัญ เพื่อเป็นการ เพิ่มความแข็งแรง ให้กับร่างกายของเรา และ ด้วยสถานการ์ โรคที่กำลัง ระบาดในปัจจุบัน จึงทำให้ การออกกำลังกาย เป็นทางเลือก ในการดูแล สุขภาพ

 

 

สิ่งสำคัญ ที่เราจะต้องใส่ใจ มากกว่าสุขภาพ นั่นก็คือ เรื่องของ รองเท้าสำหรับออกกำลังกาย ที่เป็นอีกหนึ่งอย่าง ที่สำคัญ ที่ไม่สามารถขาดได้ และ เพื่อให้เราสามรถออกกำลังกาย ได้ดีขึ้น เราก็ควรมีรองเท้าที่ดี วันนี้เราจึงมี เทคนิค ในการเลือกรองเท้ามาฝาก

 

1. เลือกรองเท้า ให้เหมาะการออกกำลังกาย

สำหรับรองเท้า ที่เราจะใช้ในการออกกำลังกาย เราควรที่จะเลือก รองเท้าให้เหมาะกับ รูปแบบของการออกกำลังกาย ที่เรานั้นจะออกกำลังกาย เช่น การออกกำลังกายในร่ม อย่างการออกกำลังกาย ที่ฟิตเนส เราก็ควรที่จะ เลือกรองเท้า ทีมีความสบาย และ มีน้ำหนักที่เบา พื้นรองเท้า สามารถยึดเกาะได้ดี ถ้าเกิด เป็นการออกกำลัง นอกสถานที่ หรือ ว่า เป็นการออกกำลังกาย กลางแจ้ง เราก็ควรเลือกรองเท้า ที่เหมาะกับ การวิ่ง หรือ รองเท้า ที่เหมาะสำหรับ ออกกำลังกายกลางแจ้ง รองเท้าสำหรับการวิ่งกลางแจ้ง เราก็ควรที่จะเลือก รองเท้า ที่สามารถรองระบแรงกระแทกได้ดี

 

2. เลือกรองเท้าที่เหมาะกับกีฬา

เนื่องจาก กีฬามีหลากหลายประเภท และ หลากหลายรูปแบบ จึงทำให้รองเท้ากีฬาในปัจจุบัน มีการผลิตรองเท้าออกมาที่เฉพาะ เจาะจงกับกีฬาประเภทนั้น ๆ เพราว่า รองเท้าของ กีฬาแต่ละประเภท ก็จะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ กีฬา และ การออกกำลังกาย เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ จะออกกำลังกาย ประเภทไหน ก็ควรเลือกรองเท้าให้ดี หากจะออกกำลังกาย ในฟิตเนส เพื่อน ๆ ก็ควรที่จะ เลือกรองเท้าที่เหมาะ กับการออกกำลังกายในฟิตเนส นะครับ  

 

3. เลือกให้เหมาะกับสะรีระของเท้า

สาเหตุที่เราต้องเลือก รองเท้า ให้ตรงกับสรีระ ของเท้าก็เป็นเพราะว่า เท้าของเรา ไม่เหมือนกัน บางคนเท้าเรียว ยางคนเท้าบาน หรือ บางคนเท้าอ้วนกว่าปกติ เพราะฉะนั้น เพื่อการออกกำลังกาย ที่ดี เราก็ควรที่จะ มีการเลือกรองเท้า เพื่อให้เหมาะกับ รูปเท้าของเรา นะครับ อีกทั้ง การเลือกรองเท้า ให้เหมาะกับ เท้าของเรา ก็จะช่วยลด อาการบาดเจ็บ ให้กับเท้าของเรา ได้อีกด้วย

 

4. ลองสวมรองเท้าทุกครั้งก่อนซื้อ

 การลองสวมรองเท้า ก่อนที่เราจะซื้อ เรื่องนี้ เป็นเรื่องพื้นฐาน ที่ไม่ว่าจะ ใคร ๆ ก็ต้องทำอยู่แล้ว เพราะว่า วิธีลองสวม จะเป็นวิธี ที่ดีที่สุด เพราะ การลองสวมจะทำให้เรา รู้ว่า รองเร้าที่เรา จะเลือกซื้อนั้น เหมาะสมกับเรา มากแค่ไหน

 

5. เทคโนโลยีของรองเท้า

ในปัจจุบัน รองเท้ามีการผลิต ที่มากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์ ของผู้ที่สวมใส่ ดังนั้น การเลือกเทคโนโลยี ของรองเท้า ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เช่นกัน เพราะรองเท้า หนึ่งคู่มีการออกกแบบ และ เลือกใช้วัดสดุ ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นผ้า พื้น ยาง สิ่งเหล่านี้ จะเป็นตัวที่ช่วย เพิ่มสมรรถนะ ในการออกกำลังกาย ของเรา ที่ทำให้เรานั้น สามารถ ออกกำลังกาย ได้ดีขึ้น

 

การเลือกรองเท้า ไม่ควรเลือกที่ ราคา หรือ ความสวยเพียงอย่างเดียว นะครับ เพราะว่า รองเท้าออกกำลังกาย ที่ถูกจนเกินไป ก็อาจจะไม่มีการผลิต หรือ เทคโนโลยี ที่ไม่ดีเท่ากับ รองเท้า ทที่มีราคาแพง นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ การป้องกัน การบาดเจ็บ อีกด้วย นะครับ หรือ ในบางครั้ง การเลือกซื้อ รองเท้า ที่แพงเกินไป ก็ไม่ได้หมายความว่า รองเท้าคู่นนั้น จะดีเสมอไป เพราะฉะนั้นแล้ว การเลือกรองเท้า สำหรับ การออกกำลังกาย ควรเลือกที่ราคา เหมาะสม และ มีคุณภาพที่ดี นอกจากนี้ เรายังควรเลือก เทคโนโลยี ของรองเท้า ด้วยนะครับ

 

เพื่อให้ตอบโจทย์ การออกกำลังกายของเรา และ เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิด การบาดเจ็บ ขณะที่เราออกกำลังกาย นะครับ และ ที่สำคัญ อย่าเลือกรองเท้า ผิดประเภท นะครับ หากไม่มั่นใจ ก็ให้ศึกษา ก่อนที่จะ ตัดสินใจสั่งซื้อ นะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เข้าฟิตเนส วันแรก เตรียมของ อะไรไปบ้าง

10 เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนเล่นเวท

เข้าฟิตเนส วันแรก เตรียมของ อะไรไปบ้าง

เข้าฟิตเนส วันแรก เตรียมของ อะไรไปบ้าง

ใครที่พึ่ง เข้าฟิตเนส ( Fitness ) วันแรก อาจมีความกังวลว่า ควรเตรียมของ อะไรไปบ้าง วันนี้เราจะมาแนะน ของจำเป็น ที่ควรพกพาไป ฟิตเนส มาบอกกัน

 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นไป ออกกำลังกาย ที่ ฟิตเนส ( Fitness ) เป็น วันแรก นอกจาก เรื่องการแต่งกายที่ต้องเตรียมพร้อมให้ดีแล้ว ยังมีเรื่อง อุปกรณ์ส่วนตัวต่าง ๆ ที่ต้องพกพาไปด้วย โดยในวันนี้ เราจะมาแนะนำ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ควรพกพาไปยัง ฟิตเนส ด้วย ดังต่อไปนี้

 

1. ผ้าขนหนู / ถุงมือฟิตเนส

 

คุณอาจจะเตรียม ผ้าขนหนูไป 2 ผืน โดยผืนแรก ใช้เพื่อเช็ดทำความสะอาด เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ  ก่อนการเล่น เพราะบางครั้ง การใช้อุปกรณ์ต่อจากคนอื่น อุปกรณ์ก็อยู่ในสภาพที่ชุ่มเหงื่อ เลยทีเดียว ส่วนผืนที่สอง ใช้สำหรับซับเหงื่อ ระหว่างการออกกำลังกาย หรืออาจพกเป็นผืนใหญ่ สำหรับผู้ที่ต้องการอาบน้ำหลังจากเล่นฟิตเนส หรือหากไม่สะดวกพกผ้าขนหนู สำหรับเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ หรือเครื่องเล่น ก่อนการออกกำลังกาย ให้สวมใส่ถุงมือฟิตเนสขณะเล่น เพื่อไม่สัมผัสกับ อุปกรณ์หรือเครื่องเล่นได้โดยตรง

 

2. แม่กุญแจล็อค

 

ฟิตเนส ( Fitness ) ทุกแห่ง มีล็อกเกอร์ที่ให้บริการ สำหรับเก็บสัมภาระต่าง ๆ ให้กับสมาชิกเก็บเข้าของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็น ขณะออกกำลังกายไว้ในล็อกเกอร์ แต่ส่วนใหญ่ จะไม่มีกุญแจล็อค ดังนั้น คุณจำเป็นต้องพกแม่กุญแจล็อคไปเอง เพื่อล็อคล็อคเกอร์ ป้องกันสิ่งของต่าง ๆ หาย โดยควรเลือก แม่กุญแจล็อคที่มีขนาดเล็ก ลูกกุญแจก็จะเล็กตามไปด้วย จึงง่ายต่อการใส่พกพา ในกระเป๋ากางเกงของคุณ หรือหากจะให้สะดวกกว่านี้ให้ใช้แม่กุญแจแบบหมุนรหัสได้

 

3. หูฟัง  

 

วันแรกที่เราไปเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) ยังไม่รู้สึกใคร อาจจะรู้สึกเหงาได้ ให้พกหูฟัง และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของคุณ เพื่อให้เสียงเพลง ทำให้เราเพลิดเพลิน และช่วยให้ออกกำลังกาย ได้นานขึ้นอีกด้วย โดยคุณอาจจะลิสต์เพลงที่ชื่นชอบไว้ก่อนก็ได้ โดยขอแนะนำ ให้เลือกหูฟัง แบบบลูทูธ ( Bluetooth ) ไร้สาย เวลาออกกำลังกาย จะได้ไม่ต้องมีสายหูฟังมารกรุงรัง ทำให้ออกกำลังกาย ได้อย่างสบายใจขึ้น

 

4. ขวดน้ำส่วนตัว 

 

น้ำ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ต่อร่างกาย เพราะ ขณะออกกำลังกาย ต้องมีการใช้แรง และทำให้เสียเหงื่อได้ เราจึงต้องดื่มน้ำ เพื่อช่วยทดแทนน้ำให้กับร่างกายได้ และยังทำให้คุณรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีแรงในการเล่นเครื่องเล่นอื่น ๆ ในฟิตเนสต่อได้ ซึ่งเราสามารถพกพา ขวดน้ำ หรือกระติกน้ำส่วนตัว ไปดื่มในส่วนของเครื่องเล่น ขณะที่พักได้ แต่ต้องจัดวาง ขวดน้ำเหล่านั้น ให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ไม่เกะกะ ทางเดินของ สมาชิกคนอื่น ๆ

 

5. โฟมล้างหน้า 

 

หลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว บางคนอาจจะอาบน้ำ เพื่อล้างคราบเหงื่อไคล และเพื่อทำให้ร่างกายสดชื่น แต่อย่าลืมว่า ผิวหน้า คือ ส่วนที่สำคัญที่สุดเช่นกัน เพราะในห้องน้ำ ฟิตเนส ( Fitness ) จะมีเพียงครีมอาบน้ำ และแชมพูให้บริการภายในห้องน้ำอยู่แล้ว แต่ไม่มีโฟมล้างหน้า จึงควร พกโฟมล้างหน้า ไปเอง เพื่อทำความสะอาดผิวหน้า หลังการออกกำลังกาย

 

6. โรลออน

 

หลังจาก ออกกำลังกาย และอาบน้ำเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมดับกลิ่นกายของเราอีกขั้นด้วย โรลออน ที่คุณควรพกพาติดกระเป๋าไปด้วย เพื่อป้องกันกลิ่นตัว อันไม่พึ่งประสงค์ของคุณ

 

การพกอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไป ฟิตเนส ( Fitness ) ควรเลือกกระเป๋าที่ใส่อุปกรณ์ รวมถึง ชุดออกกำลังกายให้มีขนาดที่เพียงพอ สามารถใส่ได้ ภายในกระเป๋าใบเดียว เพื่อสร้างความสะดวกสบาย ในการพกพาให้แก่คุณ รวมถึง ยังต้องคำนึงถึง ขนาดของล็อกเกอร์ ที่ใช้ใน ฟิตเนส ( Fitness ) ด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เลือกเครื่องออกกำลังกายให้เหมาะสม สำหรับมือใหม่

5 หลักใน การวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ ควรรู้

10 เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนเล่นเวท

10 เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนเล่นเวท

เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เป็นการออกกำลังกายที่ ผู้หญิงหลาย ๆ คนอาจจะมองว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะ หรือ ไม่งั้นก็ เหมาะกับการเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) แบบเบา ๆ ไม่หนักมาก ซึ่งแบบไหน ผู้หญิงก็สามารถทำได้ วันนี้ จะมาบอก 10 เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนเล่นเวท

 

เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ในเพศหญิงนั้น เราอาจจะไม่เคย เห็นบ่อยนัก ส่วนใหญ่ ที่ออกกำลังแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ก็จะเป็นเพศชาย ส่วนเพศหญิงที่เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ก็มักจะเป็น นักกีฬาเพาะกาย แต่ ทั้งนี้ ผู้หญิงทั่งไป ก็สามารถออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ได้เหมือนัน แต่ก่อนที่จะ ทำการออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ต้องรู้ หลักการออกกำลังกายก่อน โดยวันนี้ เราจะมาบอก 10 เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนเล่นเวท

 

1. การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ไม่ได้ทำให้ตัวใหญ่ เนื่องจาก ฮอร์โมนเพศหญิง ที่มีอยู่ในร่างกาย ไม่สามารถทำให้ กล้ามเนื้อล่ำ หรือ ถูกพัฒนา จนใหญ่ได้ขนาดนั้น แต่ในการอออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ในเพศหญิงนั้น จะทำให้สุขภาพโดยรวมนั้นดีขึ้น แข็งแรงขึ้น มีร่างกาย และ กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงขึ้น

หากอยากมีหุ่นที่สวย กระชับ จะต้องมีการเพิ่มกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับ การลดน้ำหนัก ไม่อย่างนั้น ก็ทำให้เรา กลายเป็น คนที่ผอมมีพุง นะครับ

 

2. หลักจากการมีประจำเดือน ฮอร์โมนในร่างกาย ของเพศหญิงจะถูกปรับ ให้สูงขึ้นทำให้ สามารถยกเวท ในน้ำหนัก ที่เยอะขึ้นได้ หรือ เรียกได้ว่า เป็นช่วงที่แรงเยอะนั่นเอง การยกเวท ในช่วงหลังการมีประจำเดือน จะทำให้ กล้ามเนื้อ ถูกกระตุ้นได้ดี

 

3. ควรลด หรือ เบาโปรแกรมลง ในช่วงก่อนมีประจพเดือน เพราะว่า ในช่วงก่อนมีประจำเดือน ร่างกายของเรา จะมีอาหารอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง มีแรงน้อย หรือ ในบางคน ก็อาจจะมีอาการปวดท้อง ก็อาจจะต้องเลื่อน การออกกำลังกาย ออกไปก่อน ไม่ควรฝืนร่างกาย นะครับ

4. การออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ในเพศหญิง ควรที่จะ เก็บท่าหลัก ๆ ที่ต้องทำให้ครบถ้วน อย่างเช่น Squat, Deadlift, Bench Press, Row เราควรที่จะ มีการให้ความสำคัญ ในท่าเหล่านี้ก่อนเสมอ ก่อนที่เราจะไปเล่น กล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่าง กล้ามแขน หรือ กล้ามหน้าท้อง เพราะว่า การที่เรามีการ บริหารกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อน จะทำให้ การเผาผลาญ น่างกายของเรา สามารถเผาผลาญ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยในการ โฟกัสกล้ามเนื้อ อีกด้วย

 

5. ไขมันส่วนเกิน ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย จะลดได้ก็ต่อเมื่อ มีการออกกำลังกาย แบบคาดิโอ ( Cardio ) และ การทานโปรตีน ดังนั้น เมื่อเรา มีการออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เราควรมีการทานโปรตีน เพื่อการสร้างกล้ามเนื้อ ที่ดี

 

6.  การออกกำลังกาย ไม่มีท่าที่สามารถ ใช้ลดไขมัน เฉพาะส่วน หากต้องการบดไขมัน จะต้องทำการลดทั้งหมด ทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นแล้ว การเล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ในท่าต่าง ๆ จึง ไม่สามารถ ไขมันเฉพาะส่วนได้ แต่เป็นเพียงการ สร้างกล้ามเนื้อ เฉพาะส่วนเท่านั้น นะครับ

 

7. ร่างกายของแต่ละคน มีการสะสมไขมัน ที่ไม่เหมือนกัน สาว ๆ บางคน ก็มีร่างกายที่เก็บไขมัน ไว้ส่วนบน หรือ สาว ๆ บางคน ร่างกาย ก็เก็บไขมัน เอาไว้ ที่ส่วนล่าง ดังนั้น จึงทำให้การออกกำลังกาย ของแต่ละคน สัดส่วนจึงลดต่างกัน นั่นเองครับ

 

8. การฝึก หรือ การบริหารกล้ามเนื้อ แกนกลางลำตัว เป็นการสิ่งที่สำคัญ มาก ๆ เพราะว่า กล้ามเนื้อส่วนนี้ จะส่งผลดี ต่อร่างกายของเรา ในช่วง ที่เรามีอายุสูงขึ้น

 

9. ไม่ควรให้ความสำคัญ กับตัวเลขบนตาช่าง ก็เพราะว่า การที่เราจะอ้วน หรือ ผอม ไม่ได้วัดกันที่น้ำหนัก แต่วัดที่รูปร่าง ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะหาก เราวัดความอ้วน ที่ย้ำหนัก คงทำได้ยาก เพราะว่า ในร่างกายของคนเรา ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำ กระดูก ตับ ไต ไส้ เป็นต้น ดังนั้น เราควรมองกันที่รูปร่าง นะครับ

10. สุภาพดี กับหุ่น ที่ดี มันคนละเรื่องกัน การที่เรามีหุ่น ที่ดีไม่ได้แปลว่า เราจะมีสุขภาพที่ดี ดังนั้น หากเราอยากมีหุ่นที่ดี และ มีสุขภาพที่ดี เราจึงต้อง อาศัยหลายปัจจัย อย่างการทานอาหาร ให้ครบ 5หมู่ และ การนอนหลับ พักผ่อน ที่เพียงพอ เพื่อให้กล้ามเนื้อ และ ร่างกายของเรา ได้รับการฟื้นฟู อย่างเต็มที่ นั่นเอง

 

สาว ๆ หลาย ๆ คน ที่ได้อ่านบทความนี้ ก็คงจะ หายข้องใจ กันแล้วนะครับ เพื่อการมีสุขภาพ ที่แข็งแรง ก็ควรที่จะ ดูแลตัวเองสม่ำเสมอนะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เลือกเครื่องออกกำลังกายให้เหมาะสม สำหรับมมือใหม่

4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก ด้วย อุปกรณ์แบบฟรีเวท

เทคนิค การเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ( Sport Bra ) ใส่ ออกกำลังกาย

เทคนิค การเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ( Sport Bra ) ใส่ ออกกำลังกาย

การเลือกสวมใส่ สปอร์ตบรา ( Sport Bra ) ถือเป็นตัวเลือกที่ดี ในการใส่ไป ออกกำลังกาย เพราะจะมีความกระชับ และคล่องตัวกว่า เสื้อผ้าทั่วไป และหากสาว ๆ คนไหนกำลังสนใจหาซื้อ สปอร์ตบลากันอยู่ วันนี้เรามี เทคนิคการเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ( Sport Bra ) ให้เหมาะกับตัวคุณมาฝากกัน

 

ก่อนอื่น เราจะมาทำความรู้จักกัน ก่อนว่า สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) คือ เสื้อชั้นใน ใส่ออกกำลังกาย ของผู้หญิง ที่ถือว่าเป็น ไอเท็มหลักที่สาว ๆ ชอบออกกำลังกาย ต้องมีติดตัวเอาไว้ เพื่อให้การ ออกกำลังกาย เป็นไปอย่างสะดวก ช่วยปกป้องสรีระ และทำให้หน้าอก ไม่หย่อนยาน อีกด้วย

 

สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) มีด้วยกันอยู่หลายแบบ และหลายยี่ห้อ ให้เลือกซื้อกันได้ วันนี้เราจึงมี เทคนิค การเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ( Sport Bra ) สำหรับ การออกกำลังกาย ว่าต้องพิจารณาเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ให้มีคุณสมบัติ ดังนี้

 

1. เลือกซื้อ สปอร์ตบรา ให้เข้ากับ ประเภทกีฬา

 

อันดับแรก ในการเช็ค ก่อนซื้อ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) คือ สาว ๆ ต้องรู้ก่อนว่าตัวเอง ต้องการซื้อ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) สำหรับกีฬา หรือการออกกำลังกาย ประเภทใดซะก่อน เพราะแต่ละประเภท ก็เหมาะกับ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ที่แตกต่างกันไป โดยพิจารณาจาก แรงกระแทกของกีฬา เหล่านั้นเป็นหลักว่า จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของหน้าอก มากน้อยเพียงใด โดยสามารถแบ่ง ระดับแรงกระแทกของ กีฬาได้ 3 ระดับ ดังนี้

  • การออกกำลังกาย แบบแรงกระแทกต่ำ เช่น โยคะ พีลาทีส หรือการปั่นจักรยาน ให้เลือก สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) แบบ Studio ที่ซัพพอร์ตหน้าอกได้ ไม่บีบหน้าอก จนเกินไป ก็เพียงพอแล้ว
  • การออกกำลังกาย แบบแรงกระแทกปานกลาง เช่น การเวทเทรนนิ่ง และ HIIT ให้เลือก สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) แบบ Train ที่ช่วยเรื่องการซับพอร์ทหน้าอกได้ดีขึ้นจากแบบ Studio
  • การออกกำลังกาย แบบแรงกระแทกสูง อย่างการวิ่ง หรือแอโรบิค ควรเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) แบบรัน ( Run ) โดยเฉพาะ ที่จะกระชับหน้าอก และลดการกระแทกเคลื่อนไหวได้ในระดับสูงสุดจากบรรดา สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ทั้งหมด

 

2. สปอร์ตบรา ใส่แล้วหน้าอก ต้องไม่ล้นออกมานอกบรา

 

สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ที่เลือกต้องใส่แล้ว หน้าอกไม่ล้นออกมา ต้องเก็บหน้าอกได้ดี เพื่อควบคุมการกระแทก หรือกระเพื่อมจากการ ออกกำลังกาย ได้ และจะต้องเลือกไซส์ บาร์ออกกำลังกาย หรือ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ให้ไม่ใหญ่กว่า คัพหน้าอกของคุณ

 

3. เช็คสายคาดไหล่ ของ สปอร์ตบรา ว่ากระชับดี ใส่สบายหรือไม่?

 

สายคาดไหล สำหรับ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ที่ดี ควรมีเส้นใหญ่ พอประมาณ นุ่ม เพื่อไม่ให้รัดแน่น จนเกิดความรู้สึก ไม่สบายเวลาใส่ และไม่ทำให้เป็นรอย เมื่อปรับความยาวพอดีแล้ว ต้องกระชับ ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วต้องไม่เลื่อนหล่น ลองดึงสายดูว่า ยืดหยุ่นดีไหม ถ้าดึงแล้วมัน ไม่ควรจะยืดเกินไป

 

4. เมื่อใส่ สปอร์ตบรา ทำกิจกรรม หน้าอกต้องไม่กระเพื่อม จนน่าเกลียด

 

แนะนำให้สาว ๆ ควรลองใส่ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ก่อนซื้อจริง และให้ทดสอบ โดยการกระโดด ทำท่าวิ่งจ็อกกิ้ง แล้วสังเกตว่า หน้าอกกระเพื่อม น่าเกลียดไปไหม ลองดูว่า สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ที่ใส่ มันซัพพอร์ต การเคลื่อนไหว แต่ละท่วงท่าดีหรือไม่ ลองเหยียดแขน ยืดขา ลองทำท่า ออกกำลังกาย ต่าง ๆ ดู

 

5. เนื้อผ้าเป็นอย่างไร และ เวลาใส่เสื้อทับแล้ว ดูเป็นอย่างไร

 

ควรเช็คในส่วนรายละเอียดของ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) กันด้วย เนื้อผ้าเป็นอย่างไร ยืดหยุ่นดีไหม กระชับหรือเปล่า รอยเย็บเป็นอย่างไร และเวลาที่เราใส่เสื้อยืดทับ หน้าอกดูเป็นอย่างไร สรีระยังคงเหมือนเดิม หรือว่าดูน่าเกลียด

 

เทคนิคเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่คุณควรใช้เป็น หลักในการเลือกซื้อ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) ก่อนที่จะไปพิจารณาเรื่องของ แบรนด์ หรือสีของ สปอร์ตบรา ( Sports Bra ) นั่นเอง

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก ด้วย อุปกรณ์แบบฟรีเวท

พื้นฐานที่ มือใหม่ ควรรู้ ก่อนเริ่ม เล่นเวท

4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก ด้วย อุปกรณ์แบบฟรีเวท

4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก ด้วย อุปกรณ์แบบฟรีเวท

อุปกรณ์ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ( Free Weight ) อย่าง ดัมเบล และบาร์เบล สามารถนำมาประยุกต์เล่นกับ กล้ามเนื้อได้หลายส่วน ในวันนี้เราจะมาแนะนำ 4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก จากอุปกรณ์เหล่านี้กัน

 

การเล่น “กล้ามเนื้ออก” ( Chest Muscles ) สำหรับ การออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง  ( Weight Training ) สามารถทำได้ทั้งแบบ เครื่องออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ แบบฟรีเวท ( Free Weight ) อย่าง ดัมเบล และบาร์เบล ที่มีความอิสระในการเล่นกล้ามเนื้อได้หลากหลายส่วนมากกว่า ซึ่งหากใครที่เบื่อการเล่น เครื่องออกกำลังกาย แบบเดิม ๆ เราขอแนะนำ 4 ท่าสร้าง กล้ามเนื้ออก จากการใช้ดัมเบล และบาร์เบล ดังนี้

 

ท่าที่ 1 Barbell Bench Press

 

เป็นท่าที่สร้าง กล้ามเนื้ออก แบบครอบคลุม 3 ส่วน ด้วยการใช้ บาร์เบล ( Barbell ) มีวิธีการ ดังนี้

 

1. นอนหงายลงบนเบาะ  วางฝ่าเท้าราบติดกับพื้น

2. จับบาร์เบล ด้วยความกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย  จากนั้น ยกบาร์เบลออกจากตัวในลักษณะแขนตึง  เป็นการเตรียมท่าฝึก

3. จากนั้น ค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้ออกออก  และผ่อนบาร์เบลเข้าหาอกช้า ๆ จนบาร์เบลแตะอก

4. ออกแรงดันบาร์ขึ้นตรง ๆ จนสุด  นับเป็น 1 ครั้ง  ให้ทำทั้งหมด 3 เซต  เซตละ 8 – 12 ครั้ง

 

ก่อนการเล่น บาร์เบล ( Barbell )  ผู้เล่น ควรปรับเบาะนั่ง และน้ำหนักที่ใช้ยกให้ตนเองถนัด ก่อนจะทำการยกน้ำหนัก ท่านี้ต้องมีความระมัดระวังในการเล่นอย่างมาก หากเลือกน้ำหนักที่หนักเกินไป ขณะยกลงแล้วต้านแรงไม่ไหว อาจจะทำให้น้ำหนักกดทับคุณมากเกินไป จนอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้เล่นมือใหม่ จึงควรให้เทรนเนอร์ฟิตเนส ทำการแนะนำและช่วยเหลือขณะเล่นได้

 

ท่าที่ 2 Dumbbell Bench Press

 

เป็นท่าที่สร้างกล้ามเนื้ออก แบบครอบคลุม 3 ส่วน ด้วยการใช้ ดัมเบล ( Dumbbell ) มีวิธีการ ดังนี้

 

1. นอนหงายลงบนเบาะ  เท้าทั้งสองข้างวางสนิทกับพื้น  จับดัมเบลยกขึ้นในลักษณะที่แขนตึง  โดยหันฝ่ามือออกไปทางด้านหน้าของลำตัว

2. ค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้อหน้าอก  งอแขนเพื่อลดดัมเบลลงจนสุด  โดยให้แขนทำมุม 60 องศา กับลำตัว  พร้อมกับสูดหายใจเข้าจนสุด

3. ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อยกดัมเบลขึ้น  เพื่อกลับสู่ท่าเตรียม  พร้อมกับ ปล่อยลมหายใจออกจนสุด นับเป็น 1 ครั้ง

4. ทำทั้งหมด 3 เซต  เซตละ 10 - 12 ครั้ง

 

ท่าที่ 3 Dumbbell Pullover

 

ท่านี้ เป็นท่าที่กระตุ้นการเล่นกล้ามเนื้ออกได้ดี และยังเสริม กล้ามเนื้อหลังแขน  และกล้ามเนื้อแผ่นหลังได้ การเล่นท่านี้ มีขั้นตอน คือ

 

1. นอนหงายลงหน้าบนม้านั่ง ในแนวขวางกับม้านั่ง โดยบริเวณหัว จะเกือบเลยม้านั่งเล็กน้อย ส่วนตัวลอย และขาติดกับพื้น

2. ยกดัมเบลขึ้น  ให้อยู่บริเวณด้านหน้า  แขนตึง  ไม่ล็อคข้อศอก  เป็นท่าเตรียม

3. ลดดัมเบลไปด้านหลังอย่างช้า ๆ จนสุดแขน  และแขนยังคงเหยียดตึง  พร้อมสูดลมหายใจ

4. ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อยกดัมเบลขึ้น  เป็นการกลับสู่ท่าเตรียม  ผ่อนลมหายใจ

5. ทำทั้งหมด 3 เซต  เซตละ 10-12 ครั้ง

 

การเลือกใช้ น้ำหนัก ของ ดัมเบล ( Dumbbell ) ใน 2 ท่านี้ ผู้เล่น ควรเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมกับตนเอง โดยเลือกน้ำหนักที่ทำให้ สามารถยกได้ในช่วง 10-12 ครั้ง แล้วจึงหมดแรงพอดี หากยกน้ำหนักได้ จำนวนครั้งที่มากหรือน้อยเกินกว่า ช่วงนี้ ควรปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสม

 

ท่าที่ 4 Flat Bench Fly

 

เป็นท่าบริหารอกได้เต็มที่ นิยมเล่นเป็นท่าฝึกกล้ามอกตบท้าย เพื่อให้กล้ามอกได้ฝึกอย่างเต็มที่ มีวิธีเล่น ดังนี้

 

1. นอนหงายลงบนเบาะ  เท้าทั้งสองข้างวางสนิทกับพื้น  จับดัมเบลยกขึ้นในลักษณะที่แขนตึง

2. เหยียดแขนตึง และค่อย ๆ ทิ้งน้ำหนักดัมเบลลงในแนวข้าง ลงเรื่อย ๆ จนขายขนานตรงกับพื้น

3. จากนั้นใช้แรงดึงดัมเบลขึ้นกลับขึ้น จนดัมเบลแตะกัน  นับเป็น 1 ครั้ง

4. หายใจเข้า เมื่อยกลง หายใจออกเมื่อยกขึ้น

5. ทำทั้งหมด 3 เซต  เซตละ 10 - 12 ครั้ง

 

4 ท่าเหล่านี้ ผู้ออกกำลังกาย ที่ต้องการ เสริมสร้าง กล้ามเนื้ออก สามารถเลือกเล่นได้ 1 - 2 ท่า ตามความชอบ หรือตามความสะดวก ในการเลือกใช้ อุปกรณ์เหล่านั้น โดยในการเล่นแต่ละท่า คุณควรเล่นให้โดน กล้ามเนื้ออก ทั้ง 3 ส่วน คือ กล้ามเนื้ออกบน กล้ามเนื้ออกกลาง และกล้ามเนื้ออกล่าง โดยคุณสามารถเลือกเล่น ท่าเดียวกันได้ เพียงแต่ต้องปรับ ระดับความลาดเอียงของ ม้านั่งฟิตเนส ขณะที่เล่น เพื่อให้คุณ สามารถเล่นกล้ามเนื้ออกได้เต็มอกทุกส่วนได้

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เวลาที่เหมาะสม ในการ พักกล้ามเนื้อ ระหว่างเซต

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

พื้นฐานที่ มือใหม่ ควรรู้ ก่อนเริ่ม เล่นเวท

พื้นฐานที่ มือใหม่ ควรรู้ ก่อนเริ่ม เล่นเวท

หากใครที่พึ่งเริ่มออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยการ เล่นเวท จำเป็นต้องรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับ การเล่นเวท อย่างไรบ้าง วันนี้เรามีคำแนะนำ มาฝาก มือใหม่ หัดเล่นเวทกันครับ

 

เล่นเวท ช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างไร?

 

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) หรือการเล่นเวท เป็นการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยการใช้น้ำหนักจาก เครื่องเล่นหรืออุปกรณ์ที่มีน้ำหนัก ในการช่วยสร้าง และพัฒนากล้ามเนื้อ

 

หลายคนที่มีต้องการ เล่นเวท เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จึงมักเลือก ออกกำลังกายชนิดนี้ที่ ฟิตเนส ( Fitness ) แหล่งรวมเครื่องเล่น และอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มากมาย และถือเป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับ ผู้เล่น มือใหม่ทั้งหลาย ที่ยังไม่ค่อยมีพื้นฐานใดมาก ดังนั้น หากใครที่ต้องการ สร้างกล้ามเนื้อ ให้กับร่างกาย การออกกำลังกาย ในรูปแบบนี้ที่ ฟิตเนส ( Fitness ) ถือได้ว่า คุณมาถูกทางแล้ว

 

พื้นฐานที่ควรรู้ ก่อนเริ่ม เล่นเวท สำหรับ มือใหม่

 

สำหรับผู้เล่นเวท มือใหม่ ที่ยังไม่เคยเล่นเวทมาก่อน แน่นอนว่า หลายคนขาดความรู้ในการออกกำลังกายชนิดนี้ วันนี้เราจะมาแนะนำ หลักในการเล่นเวท ฉบับพื้นฐาน ที่มือใหม่ควรรู้ ดังต่อไปนี้

 

1. เข้าใจศัพท์เกี่ยวกับการเล่นเวท

 

มือใหม่หลายคนที่ศึกษา ท่าในการ เล่นเวท จากอินเทอร์เน็ต โดยพื้นฐานในแต่ละท่า จะมีการแนะนำ จำนวนครั้ง และจำนวนเซท ที่เราควรเล่นในแต่ละท่าไว้ ซึ่งในหลายแหล่ง อาจใช้คำศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ คือ Reps กับ Set ได้ มือใหม่จึงต้องเข้าใจและความหมายของศัพท์ทั้ง 2 ตัวนี้ให้ถูก โดย Reps เป็นจำนวนครั้งที่เราใช้เล่นในแต่ละเซต ส่วน Sets เป็นจำนวนเซทที่เราควรเล่นในแต่ละท่า

 

ซึ่งโดยส่วนใหญ่ใน  1 ท่าที่ทำการเล่น ควรมีการเล่นอยู่ที่จำนวน 3 - 4 เซต ( Sets ) และในแต่ละเซต ควรเล่นให้ได้ จำนวนอยู่ที่ 10 - 12 รอบ ( Reps ) ซึ่งเป็นช่วงจำนวนรอบ และจำนวนเซตที่เหมาะสมในการเล่นแต่ละท่า ทั้งนี้ จำนวนรอบและจำนวนเซต จะมากน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในการเล่นที่ผู้เล่นต้องการ

 

นอกจากนี้ คุณยังควรรู้ ศัพท์เกี่ยวกับ มัดกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกาย เพื่อให้คุณเลือกใช้ เครื่องออกกำลังกายใน ฟิตเนส ( Fitness ) ได้ถูกส่วน เพราะ เครื่องออกกำลังกาย ส่วนใหญ่ จะมีการแยกส่วน มัดกล้ามเนื้อ ในการเล่นเวท อย่างชัดเจน และมีศัพท์เกี่ยวกับ มัดกล้ามเนื้อนั้น ๆ ระบุไว้อยู่ว่าโดนกล้ามเนื้อส่วนใด ดังนั้น ผู้เล่น จึงควรรู้ ศัพท์เหล่านั้น เพื่อให้เลือกใช้ เครื่องออกกำลังกาย ให้ถูกมัดกล้ามเนื้อ ที่ต้องการเล่นได้

 

2. เล่นช่วงแรกยังไม่ต้องฟิตมาก

 

มือใหม่ หลายคนอาจร้อนวิชา อยากจะมีกล้ามเนื้อโตไว ๆ จึงเลือกใช้น้ำหนักที่มาก จนเกินไป หรือเล่นเวท อย่างหักโหม ในวันแรก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เนื่องจาก การเล่นเวท เป็นการออกกำลังกาย ที่จำเป็นต้อง ใช้แรง และพลังงาน อย่างมากจากร่างกาย มากกว่ากิจกรรมทั่ว ๆ ไป ร่างกายในช่วงแรก จึงยังไม่มีความคุ้นชินกับการใช้แรงที่มากขึ้น ทำให้อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย หมดแรง หรือบาดเจ็บจากการเล่นได้ง่ายขึ้น เหล่ามือใหม่ หัดเล่นเวท จึงควรเลือกใช้ น้ำหนักที่ตนเองพอยกได้ก่อน ซึ่งน้ำหนักที่เหมาะสม ควรเลือกใช้น้ำหนักที่สามารถยกได้ ประมาณ 10-12 ครั้ง จึงจะหมดแรงพอดี

 

3. เล่นทุกมัดกล้ามในช่วงแรก

 

มือใหม่ที่พึ่งเข้ามา เล่นเวท ในแต่ละวัน ควรเล่นให้ครบทุกมัดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น อก ,ท้อง, แขน, ขา และหลัง โดยควรเล่น ในแต่ละมัดกล้ามเนื้อ เหล่านี้ 1-2 ท่าต่อวัน เพื่อเป็นการปรับร่างกายให้พร้อมใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนอย่างสมดุล ผู้เล่นมือใหม่ ซึ่งการเล่นในรูปแบบนี้ เรียกว่า การออกกำลังกายแบบทั่วร่างในวันเดียว ( Full Body Workout ) การเล่นเวทในรูปแบบนี้ ผู้เล่นควรเล่นแบบวันเว้นวัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักในช่วงวันที่เว้นได้

 

อีกประการสำคัญที่มือใหม่ ควรเล่นเวทแบบทั่วร่างในวันเดียว ก็คือ การจดจำท่า ซึ่งการเล่นรูปแบบนี้ มีการเล่น 1-2 ท่าต่อมัดกล้ามเนื้อเท่านั้น ทำให้ผู้เล่นมือใหม่ ไม่ต้องเล่นหลายท่ามาก และทำให้จดจ่ออยู่กับท่าพื้นฐานที่เล่นอยู่ก่อนได้

 

สำหรับ ผู้ที่มาเล่นเวท ในฟิตเนส ครั้งแรก หากไม่ทราบเรื่องการออกกำลังกาย หรือการเล่นเครื่องออกกำลังกาย เครื่องใด อย่างชัดเจน คุณสามารถ แจ้งกับเจ้าหน้าที่ได้ว่า ไม่เคยเล่นฟิตเนสมาก่อน ทางเจ้าหน้าที่ของฟิตเนส จะให้เทรนเนอร์ของฟิตเนส มาแนะนำ เครื่องเล่นต่าง ๆ ในวันแรก ของการเล่นอยู่แล้ว รวมไปถึง ท่าทางในการเล่นเครื่องเล่นให้กับคุณได้ คุณจึงไม่ต้องกังวล หากยังเล่น เครื่องออกกำลังกายไม่เป็น

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เวลาที่เหมาะสม ในการ พักกล้ามเนื้อ ระหว่างเซต

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

เลือกเครื่องออกกำลังกายให้เหมาะสม สำหรับมมือใหม่

เลือกเครื่องออกกำลังกายให้เหมาะสม สำหรับมมือใหม่

สำหรับมือใหม่ หรือ ผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย ก็คงจะมีความสงสัยว่า คสรจะเริ่ม ออกกำลังกาย อย่างไรดี ใช้เครื่องออกกำลังกาย ประเภทไหนดี วันนี้ เราจะมาบอกเพื่อน ๆ

 

สำหรับมือใหม่ ที่ต้องการ ออกกำลังกาย หรือ ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ การเลือกออกกำลังกาย ในฟิตเนส ถือว่าความคิดที่ดีมาก ๆ เพราะภายในฟิตเนส มีอุปกรณ์ ในการออกกำลังกาย ที่ทำให้เรา สามารถออกกำลังกาย ได้ตรงจุด นอกจากนี้ ยังทำให้กล้ามเนื้อ หลาย ๆ ส่วนของเรา ได้มีการพัฒนาที่ตรงจุด 

สำหรับมือใหม่ ที่ออกกำลังกายในฟิตเนส หรือ สายเพิ่มกล้ามมือใหม่ เชื่อว่าหลาย ๆ คน ก็มักจะมีอาการ งง ว่าเราควร เริ่มต้นจาก อันไหน เริ่มต้นจากอะไรก่อน หรือ บางคนก็ไม่รู้ว่า อุปกรณ์แต่ละชิ้น เล่นอย่างไร ทำให้เรามือใหม่หลาย ๆ คนใช้เครื่องออกกำลังกาย ไม่ถูกวิธี หรือ เล่นไปแล้ว ไม่โดนกล้ามเนื้อ ในส่วนที่การที่จะให้โดน จึงอาจจะทำให้ การออกกำลังกายของเรา ไม่มีประสิทธิภาพ สำหรับมือใหม่ ที่เริ่มออกกำลังกาย ควรที่จะรู้หลักการในการ การเลือกใช้เครื่องออกกำลังกาย และ ใช้เครื่องออกกำลังกาย ให้ถูกต้อง

 

สิ่งที่มือใหม่ควรทำ เมื่อไปฟิตเนส

 

1. กำหนดกล้ามเนื้อ ในส่วนที่ต้องการ

ก่อนที่เราจะเริ่มเล่น เครื่องออกกำลังกาย เราต้องมีการเลือก มัดกล้ามเนื้อที่เราต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ณ จุดนั้นก่อน เพื่อที่เราสามารถ เลือกใช้เครื่องออกกำลังกาย ได้เหมาะสม และ ถูกส่วนที่เราต้องการเล่น เพราะถ้าหาก เราไม่มีการกำหนดกล้ามเนื้อ ในส่วนที่ต้องการเล่น หากเรา ไม่มีการกำหนด หรือ โฟกัสกล้ามเนื้อ ในส่วนที่เรา ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ก็จะทำให้ การออกกำลังกายของเรา ไม่ค่อยเห็นผล หรือ บางทีการเล่น เวทเทรนนิ่งของเรา ก็อาจจะไป ส่งเสริมส่วนอื่นได้ อย่างเช่น ข้อต่อ หรือ กระดูก หรือ อาจจะไปกล้ามเนื้อมัดอื่น ที่เรา ไม่ได้โฟกัส

 

2. ปรับระดับให้เหมาะสม

เมื่อเรา เลือกเครื่องออกกำลังกาย ที่เราต้องการเล่นได้แล้ว สิ่งต่อมาที่เรา ควรคำนึงก็คือ ระดับในการเล่นให้เหมาะสม ในการออกกำลังกาย อุปกรณ์บางอย่าง จะต้องมีการปรับระดับ เพื่อให้สามารถ ใช้งานเครื่องออกกำลังกาย ชิ้นนั้น ๆ ได้สะดวก และ ถนัดที่สุด เนื่องจาก การออกกำลังกาย โดยที่เราใช้เครื่องออกกำลังกาย อุปกรณ์บางอย่าง จะสามารภ ปรับได้ เช่น เบาะรองนั่ง ที่สามารถปรับขึ้นลงได้ หรือ เครื่องออกกำลังบางชิ้นก็สามารถ เลื่อนเบาะรองนั่งไปข้างหน้าได้ อย่าง เครื่องออกกำลังกาย ที่เน้นไปที่การสร้างกล้ามเนื้อขา น่อง ขาหลัง หรือ ก้น ซึ่งสามารถปรับ ระดับได้ ตามความเหมาะสม และ ปรับได้ตามความถนัด ของเรา  

 

3. ใช้น้ำหนักให้เหมาะสม

มือใหม่ ที่เข้าฟิตเนสครั้งแรก ๆ อาจจะยังไม่รู้ว่าเราต้องเลือกเล่น น้ำหนักไปที่ ปริมาณเท่าไหร่ และ บวกความไฟแรงของมือใหม่ ทำให้การเวทเทรนนิ่งครั้งแรก อาจจะมีการใช้น้ำหนัก ที่หนักจนเกินไป หลักการในการเลือกน้ำหนัก ไม่มีกฎตายตัว เนื่องจากแต่ละคน มีพละกำลัง และ มวลกล้ามที่ต่างกัน จึงทำให้เลือกน้ำหนัก ที่เปะ ๆ ได้ยาก แต่การเลือก น้ำหนักให้เหมาะสม ก็มีหลักการง่าย ๆ เช่น หากเราใช้ เครื่องออกกำลังกาย ที่เล่นอก โดยยกจำนวน 13- 15 ครั้ง แล้วแรงหมดพอดี นั่นแสดงว่า น้ำหนักนั้น คือน้ำหนักที่เหมาะกับคุณ โดย กลักการนี้ สามารถใช้กับ เครื่องออกกำลังกายทุกอัน

 

4. เล่นท่าให้ถูกต้อง

ในการออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง จำเป้นอย่างมาก ที่จะต้อง มีการใช้ท่าออกกำลังกาย ให้ถูกวิธี เพราะ ท่าที่เล่น แต่ละท่านั้น ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อ กล้ามเนื้อของเราทั้งนั้น เพราะหากเรา มีท่าเล่น ที่ผิดวิธี ก็อาจจะทำให้ กล้ามเนื้อของเราบาดเจ็บได้ หากเราไม่มีความรู้ก็สามารถ ศึกษาได้จาก อินเทอร์เน็ต หรือ ควรที่จะมีเทรนเนอร์ ในการแนะนำการออกกำลังกาย

 

5. ใช้เครื่องออกกำลังกาย

สำหรับมือใหม่ การใช้เครื่องกาย เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรา สามารถ โฟกัสกล้ามเนื้อได้ง่ายมาก ๆ อีกทั้ง การใช้เครื่องออกกำลังกาย ยังทำให้เราสามารถ กล้ามได้ถูกวิธี โดยที่ไม่ต้องมีคนสอนก็เล่นได้ การใช้เครื่องออกกำลังกาย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ยังช่วยลดการบาดเจ็บ ให้กับเราได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก เครื่องออกกำลังกาย จะมีการล็อก ท่าทางในการออกกำลังกาย ในเครื่องออกกำลังกายบางชิ้น ยังมีการโฟกัสกล้ามเนื้อได้หลายจุด ในเครื่องเล่น เครื่องเดียว

 

ดังนั้น มือใหม่ ที่เริ่มออกกำลังกาย ก็ควรที่จะเริ่ม ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง โดยการ ใช้เครื่องออกกำลังกาย เพื่อเป็นการ พัฒนากล้ามเนื้อ ให้มีความแข็งแรง และ สามรถ ต่อยอด การออกกำลังกาย แบบเฉพาะส่วนได้ง่าย และ ไม่ควรที่จะเริ่ม เล่น โดยการใช้ดัมเบล เพราะ หากเราไม่รู้จักท่า หรือ การโฟกัสกล้ามเนื้อ ก็อาจจะทำให้เรา บาดเจ็บได้

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย

5 หลักใน การวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ ควรรู้

5 หลักใน การวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ ควรรู้

ถึงแม้ว่า การวิ่ง จะเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายดาย และสะดวก แต่เหล่านักวิ่ง จะต้องมี รู้หลักในการวิ่งที่ดีด้วย โดยเฉพาะ เหล่านักวิ่งมือใหม่

 

การวิ่ง การออกกำลังกายยอดฮิต ที่คนทุกเพศทุกวัย สามารถทำได้ ซึ่งสำหรับ คนทั่วไป ที่เลือกออกกำลังกาย ด้วยการวิ่ง มักเป็นผู้ที่ต้องการ เผาผลาญพลังงาน ในร่างกาย ที่ช่วยเผาผลาญไขมัน ( Fats ) ทำให้ลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย และนำไปสู่การลดน้ำหนัก เนื่องจาก การวิ่ง เป็นการ ออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ ( Cardio ) ที่เน้นการเสริมสร้าง ความแข็งแรงของหัวใจ และปอด ให้สามารถนำออกซิเจน มาใช้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้น ในการทำงานต่อการเต้นของหัวใจ การปรับ ระดับ ความดันโลหิต และการเผาผลาญ พลังงาน ในร่างกาย การวิ่ง จึงสามารถช่วยในการลดน้ำหนัก และช่วยลด คอเลสเตอรอล ในร่างกายได้ นั่นเอง

 

5 หลักใน การวิ่ง ที่นักวิ่งมือใหม่ ควรรู้

 

1. ก่อนวิ่ง...ต้องเลี่ยงการกินหนัก

 

แน่นอนว่า การออกกำลังกายด้วย การวิ่ง ร่างกายจะ มีการเคลื่อนตัวมากอยู่ตลอดเวลา หากคุณ รับประทานอาหาร มาก่อนวิ่ง ในช่วงเวลาอันใกล้ หรือทานในปริมาณมาก ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการ จุกท้อง หรือแน่นท้อง ขณะที่วิ่งได้ ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัวขณะวิ่ง และอาจทน วิ่งต่อไปไม่ได้ ดังนั้น จึงควร หลีกเลี่ยง การรับประทาน อาหาร ก่อนการวิ่ง แต่หากคุณกลัวหิว ขณะวิ่ง สามารถทานได้ โดยต้องเว้น ช่วงทานอาหาร ให้ห่างจากเวลา วิ่ง อย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง จะทำให้พอ มีปริมาณอาหาร อยู่ภายใน กระเพาะอาหาร ทำให้ไม่รู้สึกหิวได้

 

2. ก่อนวิ่ง...ต้องวอร์มอัพร่างกาย

 

การวอร์มอัพ ( Warm Up ) หรือการอบอุ่นร่างกาย เป็นสิ่งที่นักวิ่งมือใหม่ ไม่ควรละเลย การวอร์มอัพ ก่อนการวิ่ง จะช่วย ลดความเสี่ยงต่อ อาการบาดเจ็บ กระดูกหรือข้อต่อ จากการวิ่งได้ รวมถึง เป็นการกระตุ้นร่างกายและสมอง ให้เตรียมพร้อม สำหรับการวิ่ง สามารถวอร์มได้ด้วย การวิ่งเหยาะๆ อยู่กับที่ โดยก่อนวิ่งเหยาะ ๆ ควรยืดกล้ามเนื้อ ในแต่ละส่วน ให้ยืดหยุ่น เสียก่อน ทั้งนี้ หลังจากวิ่งเสร็จ ก็ต้องยืดหยุ่นร่างกาย อีกครั้ง หรือที่เรียกว่า คลูดาวน์ ( Cool Down )

 

3. ขณะวิ่ง...ต้องเคลื่อนไหวให้ถูกวิธี

 

เมื่อเตรียมพร้อมร่างกาย ก่อนวิ่งดีแล้ว ก็สามารถเริ่มวิ่งได้เลย โดยสำหรับ นักวิ่งมือใหม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ควรเริ่มวิ่งแบบเบา ๆ ช้าๆ  เสียก่อน เนื่องจาก ร่างกายอาจยังไม่คุ้นชิน หรือเตรียมรับ การใช้พลังงานของร่างกายที่เพิ่มขึ้น จึงต้อง ให้ร่างกายได้ ปรับตัวก่อน ในช่วงแรก

 

การจัดวางร่างกาย ขณะวิ่ง ผู้วิ่งวิ่งให้หลังตรงและเป็นธรรมชาติที่สุด ขณะวิ่งตามองตรงไปข้างหน้า การเคลื่อนไหวของขา ควรเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ หากต้องการเพิ่มความเร็ว ต้องค่อย ๆ ปรับเพิ่มเอง ส่วนแขน ขณะวิ่งให้แกว่งไปมา ตามจังหวะของ การเคลื่อนเท้าได้เลย ตามธรรมชาติ

 

4. ขณะวิ่ง...มีอาการผิดปกติ ให้หยุดทันที

 

การวิ่ง เป็นการออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ ( Cardio ) จึงส่งผลต่อ การทำงานของหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจ อย่างมาก ในขณะที่วิ่ง นักวิ่ง มือใหม่ ควรหมั่น สังเกตอาการ ความผิดปกติของร่างกายตนเอง อยู่เสมอ หากมีอาการเหนื่อย ให้หยุดพัก และจิบน้ำดื่ม ให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ แต่หากมีอาการผิดปกติ กับร่างกาย ที่มากกว่านั้น เช่น ใจเต้นผิดปกติ,  เวียนศีรษะ, คลื่นไส้, หายใจไม่ทัน, หายใจขัด, หน้ามืด, รู้สึกวูบ ให้ทำการหยุดวิ่ง ในทันที

 

5. การวิ่ง...ต้องมีความสม่ำเสมอ

 

หากนักวิ่ง รู้สึกว่า ร่างกาย เริ่มปรับตัวจากการวิ่งได้แล้ว สามารถเพิ่มความเร็ว หรือเวลาในการวิ่งได้  ในการวิ่ง ช่วงแรกของ นักวิ่งมือใหม่ ควรใช้ระยะทางน้อย แค่ 3.5 - 5 กิโลเมตร และใช้เวลาในการวิ่ง อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และแต่ละสัปดาห์ ควรวิ่งให้ ราว 150 นาที ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะทาง และเวลาที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่พึ่งเริ่มออกกำลังกาย หรือนักวิ่งมือใหม่

 

รู้หลักในการวิ่ง แบบนี้แล้ว นักวิ่ง มือใหม่ สามารถนำหลักเหล่านี้ ไปประยุกต์ใช้ในการวิ่งของคุณได้ จะช่วยทำให้การวิ่งของคุณมีประสิทธิภาพ และร่างกายของคุณปลอดภัย จากการออกกำลังกายประเภทนี้ได้

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย

มือใหม่เข้าฟิตเนส เตรียมอย่างไร

มือใหม่เข้าฟิตเนส เตรียมอย่างไร

การออกกำลังกาย ในฟิตเนส เรียกได้ว่า เป็นกระแสที่มาแรง และ ทำให้หลาย ๆ คน ให้ความสนใจอย่างมาก และ การมีดูแลรูปร่าง การมีหุ่นที่ดี เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอยากมี ก็คงจะมีมือใหม่หลาย ๆ คนที่ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร เมื่อต้องเข้าฟิตเนส วันนี้เรามีคำแนะนำมาบอก

 

มือใหม่หลาย ๆ คน คงจะมีปัญหาเดียวกัน และ ปัญหานี้ มักพบมากในมือใหม่ ที่เข้าฟิตเนส นั่นก็คือ เข้าฟิตเนสครั้งแรก ไม่ว่าจะต้อง ทำอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร พกอะไรไปบ้าง แล้วเครื่องเล่น แต่ละส่วน ควรเล่นอย่างไร เนื่องจาก การเข้าฟิตเนส มีทั้งคนที่เล่นมาก่อนแล้ว หรือ เรียกได้ว่า เจ้าถิ่น ทำให้เราต้องเขินอาย ไม่กล้าเล่น เครื่องเล่นต่าง ๆ ที่อยู่ภายในฟิตเนส สิ่งที่เรา ต้องทำเมื่อเข้าไป ฟิตเนส เราต้องทำอย่างไรบ้าง ไปดูกัน

 

เตรียมสิ่งของที่ต้องใช้

ในการเข้าฟิตเนส เพื่อไปออกกำลังกาย การใช้ของส่วนตัว เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก แม้ว่า สิ่งของบาง ทางฟิตเนสจะมีเตรียมไว้ ให้เราใช้ก็ตาม แต่เรา ก็ควรที่จะใช้ของตัวเอง

 

1. ผ้าขนหนู

เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ที่เราจะต้องเตรียมไป เพราะ ผ้าขนหนู เป็นสิ่งที่จะเป็นอย่างมาก ในการเข้าฟิตเนส เนื่องจาก การออกกำลังกายใน ฟิตเนส ถึงแม้ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย ในห้องแอร์ก็ตาม แต่เหงื่อของเรา ก็สามารถออกได้ เพราะฉะนั้น เราควรที่จะมีการพกผ้าขนหนู ไปเพื่อ ซับเหงื่อ ตามร่างกาย หรือ ซับเหงื่อที่หน้า ขณะที่เรา ออกกำลังกาย การเตรียมผ้าขนหนู ไปเองจะทำให้เรา ไม่ต้องกังวล ในเรื่องของความสมะอาด

 

2. ขวดน้ำ

สำหรับคนที่เข้า ฟิตเนสนั้น ควรที่จะมีการ พกขวดน้ำไปเอง เพื่อจิบ ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ร่างกาย เกิดภาวะขาดน้ำ โดยการ จิบน้ำทีละนิด นิดจากนี้ ยังทำให้ร่างกาย ของมีความชุ่มชื่นตลอดเวลา เนื่องจาก การออกกำลังกาย เรานั้นต้องเสียเหงื่อ และ ในฟิตเนส มีอากาศที่เย็น ทำให้เราเสียน้ำมากกว่าปกติ

 

3. หูฟัง

หูฟังนับว่าเป็น อุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ที่สำคัญกับเรามาก ๆ เราควรที่จะมีติดตัว เอาไว้ตลอด โดยเฉพาะ คนขี้เบื่อ คนขึ้เหงา หรือ คนที่ออกกำลังกาย คนเดียว /จำเป็นต้องมี เพราะ การฟังเพลง ขณะที่เราออกกำลังกาย จะทำให้เรารู้สึกว่า ไม่เหงา หรือ เหงาน้อยลง หรือ ก็เหมือนกับว่า เรามีเพื่อน มาออกกำลังกาย ด้วยกัน นอกจากนี้ การฟังเพลง ขณะออกกำลังกาย ยังทำให้ การออกกำลังกายของเรา สนุกขึ้น แม้ว่าเราจะออกกำลังกาย คนเดียวก็ตาม

   

4. ครีมนวด หรือ สเปรย์คลายกล้ามเนื้อ

สิ่งนี้อาจจะดูเหมือนกับว่า ไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไหร่ แต่พกติดกระเป๋า เอาไว้ก็ไม่เสียหาย หากเราออกกำลังกายอยู่ แล้วเกิดเป็นตะคริว หรือ มีอาการปวดกล้ามเนื้อ เราก็สามารถ หยิบมาใช้งานได้เลย โดยที่เราไม่ต้องรอ และ ขอจากคนที่มาฟิตเนส ด้วยกัน

 

เตรียมร่างกาย และ เตรียมตัว ให้พร้อมสำหรับการเข้าฟิตเนส

 

1. ทานอาหารก่อนออกกำลังกายเสมอ

การที่เราออกกำลังกาย ขณะที่ท้องว่า เป็นสิ่งที่ดี หากเรา ออกกำลังกายไม่นาน หาก เราเป็นคนที่ออกกำลังกายนาน และ การออกกำลังกายของเรา มีความเข้มข้นสูง เราต้องทานอาหาร ก่อนออกกำลังกาย เพราะว่า หากเราออกกำลังกาย ขณะท้องว่างส จะทำให้นร่างกายดึงเอาพลังงานสำรอง มาใช้จนหมด และ ทำให้เราไม่แรงในการ ออกกำลัง ตามโปรแกรม ของเรา ดังนั้น เราจึงต้อง มีการทานอาหาร ก่อนการออกกำลังกายเสมอ

 

2. วอร์มร่างกาย

การวอร์มร่างกาย อาจจะดูว่า ไม่จำเป็น และ เสียเวลา แต่การที่เรา ไม่วอร์มร่างกาย ทำให้เรา เสียเวลา ยิ่งกว่า การไม่วอร์มร่างกาย การวอร์มร่างกาย ส่งผลดีอย่างมาก เนื่องจาก ทำให้กล้ามเนื้อของเรา ได้มีการตุ้น และ พร้อมในการยกของหนัก หรือ การออกกำลังกาย

 

หากเราไม่มีการวอร์มร่างกาย ก่อนออกกำลังกาย แล้วเราจะไป ออกกำลังกายทันที อาจจะทำให้ กล้ามเนื้อ หรือ เส้นเอ็นของเรา เกิดการบาดเจ็บได้ นั่นเอง ดังนั้น เพื่อลดอาการบาดเจ็บ จากการออกกำลังกาย

 

3. ชวนเพื่อนออกกำลังกาย

การชวนเพื่อนออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่จะทำให้การออกกำลังกาย ของเราสนุก และ มีปนะสิทธิภาพ อีกทั้ง การชวนเพื่อนมา ออกกำลังกาย ยังทำให้เราไม่เขิน อาย คนอื่นอีกด้วย สิ่งสำคัญของการ มีเพื่อนมาร่วม ออกกำลังกาย ทำให้เรา มีแรงจูงใจการออกกำลังกาย

 

มือใหม่ที่อยากจะเข้าฟิตเนส หรือ อยากเริ่มออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ ไม่รู้ว่า จะต้องทำยังไง ก็ลองเอา วิธีเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ รับรองว่า ได้ผลแน่อนอน และ ทำให้การออกกำลังกาย มีประสิทธิภาพ ด้วยนะครับ ลองดูนะครับ เพื่อที่เราจะได้มีสุขภาพที่ดี

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย

เวลาที่เหมาะสม ในการ พักกล้ามเนื้อ ระหว่างเซต

เวลาที่เหมาะสม ในการ พักกล้ามเนื้อ ระหว่างเซต

การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง จะมีการเล่นเป็นแบบเซต และมีการ พักกล้ามเนื้อ ระหว่างเซต โดยระยะเวลาในการพักกล้ามเนื้อที่เหมาะสม จะเป็นเวลาเท่าไร เรามาติดตามกันครับ

 

ในการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่าง การเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) หรือ การเล่นเวท ผู้ออกกำลังกายประเภทนี้ ทุกคนล้วนเล่น มัดกล้ามเนื้อในแต่ละส่วนเป็น "เซต" ( Set ) โดยในการเล่นแต่ละท่า จะมีการเล่นแต่ละเซต 10-12 ครั้ง และเล่นทั้งหมด 3-4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของการออกกำลังกาย

 

โดยหลังจากการเล่นเสร็จไป 1 เซตแล้ว ผู้ออกกำลังกาย จะทำการพักกล้ามเนื้อ ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งหลายคน อาจจะตั้งคำถามว่า เราควรใช้ ระยะเวลาเท่าใด จึงจะเป็น เวลาในการพักกล้ามเนื้อ ที่เหมาะสม และดีต่อการฟื้นฟูของ พลังงาน ในการเล่น สำหรับ การฝึกเซตต่อไปได้

 

ระยะเวลาในการพัก และการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

 

ก่อนอื่น เราจะมา ทำความเข้าใจก่อนว่า การใช้พลังงานในการเล่นเวท ร่างกายของเรา จะใช้พลังงานมาจาก อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ( Adenosine Triphosphate ) หรือ ATP  ซึ่งเป็น แหล่งของพลังงานของร่างกาย ที่มีวามเกี่ยวข้องกับ การบีบตัวของกล้ามเนื้อ โดยตรง ซึ่งเมื่อเราทำการยกเวท ที่มีการบีบกล้ามเนื้อ พลังงานในส่วนนี้ จะลดลง แต่สามารถฟื้นฟูขึ้นได้ หลังจากยกเวทเสร็จ และพักกล้ามเนื้อ

 

จากงานวิจัยในหัวข้อ The effect of resistive exercise rest interval on hormonal response, strength, and hypertrophy with training ได้ทำการศึกษา ความสัมพันธ์ของ ระยะเวลาในการพักกล้ามเนื้อ และการฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ พบว่า ยิ่งเราใช้เวลาในการพักกล้ามเนื้อนานเท่าใด ร้อยละในการฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ ก็จะยิ่งมากตามไปด้วย ตามผล ดังต่อไปนี้

 

  • ระยะเวลาพัก 30 วินาที การฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ อยู่ที่ 50%
  • ระยะเวลาพัก 1 นาที การฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ อยู่ที่ 75%
  • ระยะเวลาพัก 1 นาที 30 วินาที การฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ อยู่ที่ 87%
  • ระยะเวลาพัก 2 นาที การฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ อยู่ที่ 93%
  • ระยะเวลาพัก 2 นาที 30 วินาที การฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ อยู่ที่ 97%
  • ระยะเวลาพัก 3 นาที การฟื้นฟู ATP ที่ถูกเติมกลับ อยู่ที่ 98.50%

 

ถึงแม้ว่า การใช้เวลาในการพักกล้ามเนื้อมาก จะช่วยให้การฟื้นฟูพลังงานมากในการเล่นเซตต่อไปได้ก็จริง แต่จากงานวิจัยนี้ ยังพบอีกว่า การพัก ระหว่างเซตที่ 1:00 - 1:30 นาที ที่พลังงานจะถูกฟื้นฟูที่ 87% นั้น ถือเป็น การฟื้นฟูพลังงานที่เพียงพอแล้ว ในการฝึกเซทต่อไป เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

 

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติจริง ในช่วงเวลาการพัก ระหว่างเซต 1:00 - 1:30 นาที ก็ถือว่าเป็น ช่วงเวลาที่ไม่มาก และไม่น้อยเกินไป ในการพักกล้ามเนื้อ เพื่อเล่นเวทเป็นเซต ๆ เพราะหากเราพักกล้ามเนื้อมากกว่า 3 นาทีขึ้นไป ก็อาจทำให้เสียเวลา ในการออกกำลังกายต่อวันได้

 

ถึงแม้ว่า การพักกล้ามเนื้อ ระหว่างเซต ที่แนะนำให้พัก ในช่วงเวลา 1:00 - 1:30 นาที จะดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อ และฟื้นฟูกล้ามเนื้อ แต่สำหรับผู้ที่ฝึก ความอดทน ก็สามารถ พักกล้ามเนื้อ ในช่วงเวลาที่น้อยกว่านี้ได้ หรือหากใครที่ยัง พักไม่เพียงพอ ก็สามารถพักได้ถึง 2 นาทีได้ และไม่ควรพัก ระหว่างเซต มากกว่า 2 นาทีเพราะ หลักในการ พักกล้ามเนื้อ ที่แท้จริง จะเป็นการพัก เพื่อให้เรามีแรง ในการเล่น เซตต่อไปได้ ไม่ใช่พัก เพื่อให้หายเหนื่อย นั่นเอง

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เลือกรูปแบบ การออกกำลังกาย ให้ตรงกับเป้าหมาย

แนะนำ เครื่องออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส

เพิ่มความสนุกในการ ออกกำลังกาย ด้วย ฟิตบอล

เพิ่มความสนุกในการ ออกกำลังกาย ด้วย ฟิตบอล

บางคนเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) นาน ๆ แล้วเบื่อกับท่าออกกำลังกายแบบเดิม ๆ เราขอแนะนำให้คุณ ออกกำลังกาย ด้วยท่าเดิม ๆ ของคุณ แต่เพิ่มเติมด้วย ฟิตบอล หรือ ลูกบอกโยคะ ที่จะช่วยเสริมความสนุกในการออกกำลังกาย ให้กับคุณได้

 

ฟิตบอล คืออะไร

 

ฟิตบอล ( Fit Ball ) หรือที่หลายคน เรียกว่าเป็น " ลูกบอลโยคะ " ( Yoga Ball ) เป็นอุปกรณ์เสริม ในการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ลักษณะเป็นลูกบอลทรงกลม ขนาดใหญ่ ขนาด 65 - 75 เซนตเมตร ทำมาจากยาง PVC สามารถเติมลมเข้าลูกบอลได้ ลูกบอลโยคะ สามารถนำมาใช้ประยุกต์กับ ท่าออกกำลังกายได้หลายแบบ เช่น โยคะ แอโรบิค เวทเทรนนิ่ง เป็นต้น

 

แนะนำ ท่าออกกำลังกาย ร่วมกับ ฟิตบอล

 

ในฟิตเนส ( Fitness ) หลายแห่ง มักมีอุปกรณ์อย่าง ฟิตบอล หรือ ลูกบอลโยคะ กันอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่จะนำเอาอุปกรณ์นี้มาเล่น วันนี้เราจะมาแนะนำ ท่าออกกำลังกาย ร่วมกับ ฟิตบอล ที่คุณคุ้นเคย มาแนะนำกัน ดังต่อไปนี้

 

1. Ball Push Up

 

ท่านี้เป็นท่า วิดพื้น ( Push Up ) ที่ใช้ ฟิตบอล เข้ามาเสริมในการออกกำลังกาย โดยท่าวิดพื้นแบบปกติ เราจะใช้มือทั้ง 2 ดันกับพื้นขึ้นลง แต่ในท่านี้ เราจะใช้มือทั้ง 2 ข้างวางลงบนลูกบอล แทนพื้น นั่นเอง โดยการเล่นท่านี้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับ หน้าอก และหน้าแขน ได้เป็นอย่างดี

 

2. Ball Plank

 

ท่าแพลงก์ ( Plank ) เป็นท่าที่เน้นการเกร็งหน้าท้องอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลา 30-40 วินาทีกับพื้น ซึ่งเราสามารถเพิ่มความยาก และความสนุกให้กับท่านี้ได้ โดยใช้เท้าของเราทั้ง 2 ข้าง วางไว้บน ฟิตบอล ขณะเล่นท่านี้

 

3. Ball Side Plank

 

ท่านี่เป็นท่าแพลงก์แบบเล่นด้านข้าง ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อ ช่วงครึ่งซีกลำตัว และหน้าท้อง ซึ่งคุณสามารถใช้ ฟิตบอล ในการเล่นท่านี้ ได้เช่นกัน โดยจากเดิมที่เราจะใช้แขนยันพื้นไว้ ขณะเล่นท่านี้ แต่เราจะเปลี่ยนมาใช้แขนพิง ลูกบอล แทนขณะเล่น จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ในการเล่นกล้ามเนื้อหน้าท้อง ด้านข้าง ได้มากขึ้น

 

4. Ball Squat

 

หากใครคิดว่าการ Squat แบบเดิม ๆ นั้นง่ายไป ให้คุณลองเอา ฟิตบอล มาเสริมในขณะเล่นท่านี้ได้ โดยการใช้ ฟิตบอล พิงไว้ด้านหลัง ขณะเล่น และต้องชิดพิงกำแพงไว้

 

5. Ball Chest Fly

 

การเล่นกล้ามเนื้ออก โดยใช้ดัมเบล ปกติแล้ว ผู้เล่นจะต้องนอนพิงไปกับ ม้านั่ง แต่คุณสามารถใช้ ฟิตบอล พิงแทนมานั่งขณะเล่นท่านี้ได้ จะช่วยฝึกการทรงตัวให้กับคุณได้ แถมการใช้ ฟิตบอล แทนการใช้ ม้านั่งฟิตเนส ยังพิงนิ่มสบายหลัง มากกว่า การเล่นบน ม้านั่ง อีกด้วย

 

6. Ball Leg Curl

 

ท่านี้ให้คุณนอนหงายราบกับพื้น และวางเท้าทั้ง 2 ข้างไว้บนฟิตบอล เป็นมุมฉาก จากนั้นยกสะโพก และช่วงเอวขึ้น (ยกก้นขึ้น) พร้อมกับใช้เท้าเป็น ตัวช่วยในการยึดลูกบอลเกร็งค้างไว้ เป็นเวลา 15 วินาที จากนั้น ให้พักหายใจและทำซ้ำอีก 3 เซต การออกกำลังกาย ในท่านี้ จะช่วยให้ช่วงขา สะโพกเอว และหลังกระชับ และแข็งแรงขึ้นได้

 

ถึงแม้ว่า การใช้ ฟิตบอล หรือลูกบอลโยคะ จะช่วยเพิ่มความสนุก และแปลกใหม่ ให้กับการออกกำลังกายแบบเดิม ๆ ให้กับคุณได้ แต่สำหรับ ผู้ที่พึ่งเคยใช้ จะต้องมีความระมัดระวัง ในการทรงตัว ขณะเล่น บนฟิตบอล ให้ดี เพื่อไม่ให้ ฟิตบอล เคลื่อนที่ หรือกลิ้งไปในขณะที่เราเล่นอยู่ได้

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 เลือกรูปแบบ การออกกำลังกาย ให้ตรงกับเป้าหมาย

เข้า ฟิตเนส แล้วเกิดอาการหิว ทำอย่างไรดี ?

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

ความสำคัญของ การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

การออกกำลังกาย ด้วยการเล่นเวท แน่นอนว่า สามารถสร้างกล้ามเนื้อ ให้กับ ผู้ที่ออกกำลังกาย ประเภทนี้โดยตรง แต่ใน ขณะเล่นเวท ผู้ออกกำลังกาย ควรมี การเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวทไปด้วย ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างไรบ้าง เรามาติดตามกันครับ

 

ไม่เกร็งกล้ามเนื้อ หนึ่งในสาเหตุ กล้ามไม่โต

 

หลายคนที่ออกกำลังกาย ด้วยการเล่นเวท หรือ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพื่อการเสริมสร้าม กล้ามเนื้อให้กับร่างกายในส่วนต่าง ๆ  อาจจะประสบ ปัญหาเล่นมานานแล้ว แต่กล้ามเนื้อ กลับไม่โต หรือพัฒนาขึ้นสักที ทั้งที่ กินโปรตีนถึง นอนเพียงพอ และเล่นเป็นประจำ แต่กลับไม่ได้รับ ผลลัพธ์เท่าที่ควร ซึ่งหนึ่งใน สาเหตุอาจมาจากการเล่น ที่ขณะเล่น ผู้เล่น เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ไม่ได้ทำการเกร็งกล้ามเนื้อมัดนั้น ๆ ตามไปด้วย

 

การเล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) นับได้ว่า การออกกำลังกายแบบ ไอโซเมตริก ( Isometric Exercise ) ซึ่งเป็น วิธีการออกกำลังกาย แบบเกร็งกล้ามเนื้อ มัดใดมัดหนึ่ง โดยออกแรงเกร็งเต็มที่ เพื่อต้านกับแรงต้านทาน และค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้อออก เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราเล่นเวท หรือเล่นเครื่องออกกำลังกาย ภายใน ฟิตเนส ( Fitness ) ที่ต้องใช้ แรงต้านทาน ในการยกน้ำหนัก ต้องมีการเกร็งกล้ามเนื้อ ไปด้วย

 

เทคนิคในการเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท

 

 

 

หลักในการ เกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท ผู้เล่นเวท จะต้องเลือก เป้าหมายของ กล้ามเนื้อที่ต้องการ ขยายหรือ เล่นในส่วนนั้นก่อน เช่น อก , หน้าแขน , หลังแขน , ขา , น่อง หรือ ท้อง และเลือก เครื่องออกกำลังกาย ที่เล่นส่วนนั้น ให้ถูกต้อง หรือใช้ท่าในการเล่นเวท ส่วนนั้น ๆ ให้ถูกท่า เมื่อทำการยกน้ำหนักจาก เครื่องออกกำลังกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ต้านแรง ให้ทำการเกร็งกล้ามเนื้อ เฉพาะส่วนนั้น ๆ  ส่วนอวัยวะส่วนอื่นที่เหลือต่าง  ต้องอยู่นิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใด การหายใจขณะที่เกร็งกล้ามเนื้อ ไม่ควรเบ่งลมหายใจเข้า และออกแรง เพราะจะทำให้ แรงดันเลือด และอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ได้อย่างรวดเร็ว

 

ในการเกร็งกล้ามเนื้อ ขณะเล่นเวท โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อจะเกิดการเกร็งตัว เมื่อได้รับ น้ำหนักที่มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ผู้เล่นเวท สามารถเกร็งกล้ามเนื้อนั้น ๆ เพิ่มเติมได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่น และนอกจาก จะต้อง โฟกัสกับการเกร็งกล้ามเนื้อมัดนั้น ๆ แล้วยังมีปัจจัยอื่นขณะเล่นที่ต้องควบคุม ดังนี้

 

จำนวนรอบ และจำนวนเซต ( Rep & Set )

 

หากใครที่มี การจัดตารางเล่นเวทเทรนนิ่ง โดยใช้ตารางการเล่นจากที่มีการแนะนำในอินเทอร์เน็ต หรือหนังสือคู่มือการเล่นใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าจำนวนรอบในแต่ละท่าที่มีการเล่นในแต่ละส่วน ส่วนใหญ่จะมีจำนวนอยู่ที่ 10 - 12 รอบ ( Rep ) และ จำนวนเซต 3 - 4 เซต ( Set ) ซึ่งเป็นจำนวนรอบ และจำนวนเซต ที่เหมาะสมในการเล่นแต่ละท่า ทั้งนี้ จำนวนรอบ และจำนวนเซต จะมากน้อยขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นในการเล่นที่ ผู้เล่นต้องการ รวมถึง ปัจจัยอื่น ๆ อย่างเรื่อง แรงที่มี และอายุ อีกด้วย

 

น้ำหนักที่ใช้เล่น ( Weight )

 

น้ำหนักในการ ยกเวท ( Weight ) หรือเล่น เครื่องออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness ) ควรเป็นน้ำหนักที่ พอดีที่ทำให้เราสามารถยกได้ 10 - 12 ครั้งต่อรอบ แล้วหมดแรงพอดี หากผู้เล่นยกได้ จำนวนครั้งน้อยกว่า 15 ครั้ง หมายความว่า คุณเลือกน้ำหนักที่หนักเกินไป ก็ให้ลดน้ำหนักที่ใช้เล่นลง หรือหากเล่นได้มากกว่า 15 ครั้ง นั่นหมายความว่า น้ำหนักที่ควรเลือกเบาไป ก็ให้เพิ่มน้ำหนักขึ้น นั่นเอง

 

สำหรับ ผู้ที่สนใจต้องการ ออกกำลังกาย แบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ภายใน ฟิตเนส ( Fitness ) เราขอแนะนำ FIT24 ฟิตเนส 24 ชม. ( Fitness ) ที่มีเครื่องเล่นครบครัน พร้อมเปิดต้อนรับคุณ ให้ได้มาออกกำลังกายกันได้ทั้งวัน มีทั้งหมด 3 สาขา คือ สาขาศรีนครินทร์ , สาขารัชดา และสาขาถนนท่าพระอาทิตย์ ให้คุณสามารถเลือกได้ตามสะดวก

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เข้า ฟิตเนส แล้วเกิดอาการหิว ทำอย่างไรดี ?

เทคนิค ดึงข้อมือ อย่างไร ให้ไม่บาดเจ็บ และ พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพก็จริง แต่บางคน อาจจะมี ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย จนอาจทำให้ การออกกำลังกายของคุณ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ วันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย มาฝากกัน ดังต่อไปนี้

 

1. ยิ่งเหงื่อออกมาก ยิ่งเผาผลาญไขมันได้ดี

 

ความจริง : การที่เหงื่อออก ขณะออกกำลังกาย ในปริมาณมาก หลายคนอาจจะคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง ระดับการเผาผลาญไขมัน ได้ปัจจัยหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ ล้ว เหงื่อ เป็นเพียงการระบายความร้อนของ ร่างกายจากการออกกำลังกาย เท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกถึง การเผาผลาญไขมัน แต่อย่างใด อีกทั้งปัจจัยที่ทำให้ เหงื่อออกมาก อาจเป็นเพราะ อากาศรอบตัว ที่มีอุณหภูมิสูง ขณะออกกำลังกายได้ จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

 

2. ไม่ควรดื่มน้ำ ขณะออกกำลังกาย

 

ความจริง : บางคน อาจจะมีความเชื่อผิด ๆ ว่าไม่ควรดื่มน้ำ ขณะออกกำลังกาย เพื่อฝึกความอดทน ให้กับร่างกาย หรือป้องกันไม่ให้ เราจุก ขณะออกกำลังกายได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมาก โดยในขณะที่เรา ออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะระบายความร้อนออกมาจากร่างกาย ในรูปแบบของ เหงื่อ และลดหายใจ เมื่อร่างกายของเราสูญเสียน้ำ จะส่งผลต่อ ประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย ที่ลดลงได้ ดังนั้น เราจึงสามารถดื่มน้ำ ในขณะออกกำลังกายได้ แต่ต้องหมั่นจิบน้ำเป็นระยะ ๆ แทนการดื่มน้ำทีเดียว ในปริมาณมาก

 

3. ออกกำลังกายแล้ว จะกินอะไรก็ได้

 

หลายคนทราบดีว่า การออกกำลังกาย ทำให้ร่างกาย ได้เผาผลาญพลังงาน ไปในระดับหนึ่งแล้ว (ซึ่งก็เป็นความจริง) เลยคิดว่า จะทานอะไรก็ได้ ตามใจปาก ซึ่งพฤติกรรมนี้ อาจทำให้ การออกกำลังกายของคุณ เสียเปล่าไปได้ เพราะ ถึงแม้ว่า การออกกำลังกายของคุณ จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ ออกจากร่างกาย แต่อย่าลืมว่า การทานอาหาร ก็เป็นการเพิ่มแคลอรี่ ให้กับร่างกาย จากอาหารที่ทาน โดยเฉพาะ อาหารที่มี แคลอรี่สูง ที่นอกจาก จะทำให้การออกกำลังกาย ของคุณสูญเปล่าแล้ว ยังจะทำให้ น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

 

4. ยิ่งออกกำลังกายมาก ยิ่งดี

 

ผู้ที่ออกกำลังกาย หลายคน ออกกำลังกาย หนัก ๆ เพื่อต้องการให้เกิด ผลลัพธ์ในการออกกำลังกาย ที่รวดเร็ว หรืออาจะจะคิดว่า ยิ่งออกมาก จะยิ่งดีต่อร่างกาย แต่นั้น อาจทำให้ ร่างกายของคุณ เกิดอาการบาดเจ็บ มีอาการเจ็บป่วย หรือเกิดภาวะทางอารมณ์ในด้านลบได้ เพราะร่างกาย ย่อมมีข้อจำกัด ในการใช้พลังงาน ในการออกกำลังกาย เช่นกัน ดังนั้น คุณจะต้องมีความสมดุล ในการออกกำลังกาย ให้เหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพ ในการออกกำลังกาย สูงสุด

 

4. การออกกำลังกาย ช่วยเปลี่ยนไขมัน เป็นกล้ามเนื้อ

 

ผู้ที่ ออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ บางคน อาจมีความเชื่อว่า การออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญไขมัน ไขมันที่ถูกเผาผลาญ จะกลายเป็น กล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์มาก เพราะ ไขมัน และกล้ามเนื้อ เป็นคนละส่วนกัน ไม่สามารถเปลี่ยนไปรูปแบบกันได้ การลดไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อ จึงเกิดพร้อมกันไม่ได้ แต่หากคุณ มีจุดประสงค์ในการออกกำลังกาย เช่นนี้ จะสามารถทำได้ คือ การลดไขมัน ต้องออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ และการเพิ่มกล้ามเนื้อ ต้องออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ทำควบคู่กันไป

 

5. การออกกำลังกาย ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้ทุกอย่าง

 

การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ก็จริง แต่ไม่ได้เป็น สิ่งยืนยันถึง การแก้ปัญหาสุขภาพ รวมไปถึง การรักษาโรคได้ เสมอไป เพราะ การรักษาสุขภาพให้ดี จะต้องทำทุกอย่างควบคู่กันไป ได้แก่ การรับประทานอาหาร การนอนหลับพักผ่อน และการออกกำลังกาย ที่ปัจจัยเหล่านี้ จะต้องทำอย่าง สม่ำเสมอด้วย

 

เป็นยังไงกันบ้าง กับความรู้ดี ๆ ของเรา เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย คงจะได้ประโยชน์ และความรู้ กันไปไม่มากก็น้อย กันอย่างแน่นอน และหากใครสนใจที่จะ ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness เราขอแนะนำ FIT24 ฟิตเนส 24 ชม. ( Fitness ) ที่มีเครื่องเล่นครบครัน พร้อมเปิดต้อนรับคุณ ให้ได้มาออกกำลังกายกันได้ทั้งวัน มีทั้งหมด 3 สาขา คือ สาขาศรีนครินทร์ , สาขารัชดา และสาขาท่าพระอาทิตย์ ให้คุณสามารถเลือกได้ตามต้องการ

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

อัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมาะสม ขณะ ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย ในรูปแบบ วิ่ง ดีขนาดไหนต่อร่างกายของเรา

ชีพจร กับความเหมาะสมในการออกกำลังกาย Srinakarin fit

ชีพจร กับความเหมาะสมในการออกกำลังกาย Srinakarin fit

ชีพจร เป็นสิ่งที่เรา ให้ความสำคัญ เมื่อมีการออกกำลังกาย แต่จริง ๆ แล้ว เราให้ความสำคัญ กับชีพจรของเรา ในทุก ๆ การทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง เป็นต้น

 

เพื่อน ๆ หลายๆ  คนก็คงจะมี ความสงสัยว่า ชีพจร ( Pulse Rate ) นั้น มีความสำคัญ อย่างไร และ ชีพจร ( Pulse Rate )นั้น ส่งผลต่อร่างกาย ของเราขนาดไหน วันนี้ เราจะมาอธิบาย เรื่องของ ชีพจร ( Pulse Rate ) ให้กับทุก ๆ คนได้อ่านกันครับ  

 

ชีพจร ( Pulse Rate ) คือ การที่เรา นับอัตราการเต้นของใจเรา โดยการนับ อัตราการเต้นของ ชีพจร ( Pulse Rate ) นั้นเราจะนับผ่าน การเต้นของ หลอดเลือดแดง โดยการเต้นของ ชีพจร ( Pulse Rate ) จะใช้ระยะเวลาวัด 1 นาที ในส่วนของตำแหน่ง ที่เราสามารถ วัดอัตราการเต้นของ ชีพจร ( Pulse Rate ) ได้มีอยู่ด้วยกัน หลายจุด ย่างเช่น ขมับ ใต้ข้อมือจุดที่เราสวมนาฬิกา ต้นคอ หรือ ลำคอด้านล่าง เข้าพับเข่า เท้าเท้า และ หลังเท้า โดยจุดที่วัด อัตราการเต้นของ ชีพจร ( Pulse Rate ) ได้นั้นก็คือ จุดที่เลือดแดง ในร่างกายของเรา อยู่ตื้น หรือ อยู่ชิดกับผิวหนัง ของเรานั่นเองครับ หากเพื่อน ๆ ต้องการวัดอัตราการเต้น ของชีพจร ( Pulse Rate ) จุดที่วัดง่ายที่สุด ก็คือ ข้อมือ บริเวณที่เราสวมนาฬิกาข้อมือ

 

โดยทั่วไป อัตราการเต้นของชีพจร จะอยู่ที่ 60 – 100 ครั้ง ต่อนาที ทั้งนี้ ชีพจร ( Pulse Rate ) ของแต่ละคน ก็จะมีอัตราการเต้น ที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากม หลายปัจจัย ที่ทำให้ ชีพจร ( Pulse Rate ) ของคนเรานั้น เต้นไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ อายุ สุขภาพ การกิน กิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน เป็นต้น

 

ถ้าหากเรามีทำกิจกรรม หรือ ในขณะที่เรานั้น ทำกิจกรรมอยู่ ชีพจร ( Pulse Rate ) ของเรา อาจจะสูงขึ้นไปถึง 100 – 140 ครั้งต่อนาที ก็ได้ อัตราการเต้น ของชีพจร ( Pulse Rate ) นั้นสามารถ บ่งบอก ถึงการออกกำลังกายได้ด้วย เนื่องจาก การออกกังกาย แต่ละอย่าง จำเป็น ต้องอาศัย การเต้นของชีพจร ( Pulse Rate ) ที่ต่างกันออกไป และ รวมไปถึง การเผาผลาญไขมัน ส่วนเกินในร่างกาย ของเราด้วย  

 

การคำนวณ อัตราการเต้น ของชีพจร ( Pulse Rate )

 

อายุที่ไม่เกิน 30 ปี อัตราการเต้น ของชีพจร ( Pulse Rate ) สูงสุด จะต้องให้ได้ 60 – 80%

60 % - 60/100 * 190 = 114 ครั้งต่อนาที

80% - 80/100 * 190 = 152

ดังนั้น เมื่อ เพื่อน ๆ มีอายุที่ไม่เกิน 30 ปี ก็ควรออกกำลังกาย ให้มีค่า ชีพจร ( Pulse Rate ) อยู่ที่ 114 – 152 ครั้งต่อนาที จะทำให้หัวใจ มีการเต้น อยู่ในระดับที่ดี

 

ดังนั้น ในการออกกำลังกาย เรามีควรมีค่า ชีพจร ( Pulse Rate ) ได้ต่ำกว่า 50% ของชีพจร สูงสุด นั่นหมายความว่า การออกกำลังกายของเรา ยังไม่เต็มที่มากพอ แต่ถ้าหาก วัดได้ 75% ขึ้นไป แสดงว่า การออกกำลังกาย ของเรา ส่งผลดี และ ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจ แข็งแรง 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน โรค

เข้า ฟิตเนส แล้วเกิดอาการหิว ทำอย่างไรดี ?

เลือกรูปแบบ การออกกำลังกาย ให้ตรงกับเป้าหมาย

เลือกรูปแบบ การออกกำลังกาย ให้ตรงกับเป้าหมาย

มือใหม่ที่ยังไม่เคย ออกกำลังกาย และต้องการออกกำลังกาย ด้วยเป้าหมายบางอย่าง เช่น ต้องการลดความอ้วน ต้องการสร้างกล้าม อาจยังไม่รู้ว่า ตนเองควรออกกำลังกายแบบใด  วันนี้เราจะมาแนะนำ การออกกำลังกาย ตามเป้าหมาย แต่ละรูปแบบกันครับ

 

การออกกำลังกาย หลายคน มักมีการกำหนดเป้าหมาย ในการออกกำลังกาย ที่มากกว่า การทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยเป้าหมายของ ผู้ที่ออกกำลังกาย หลาย ๆ คนที่ทำให้ต้องเริ่มต้น ออกกำลังกาย มักมีเป้าหมายสำคัญ ในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงร่างกายของตนเอง เป็นเป้าหมายหลัก เช่น ต้องการลดความอ้วน ต้องการลดน้ำหนัก ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ต้องการให้ร่างกายสมส่วน เป็นต้น

 

ผู้ที่ออกกำลังกาย แต่ละคน ย่อมมี เป้าหมายในการออกกำลังกาย ที่แตกต่างกันไป ดังนั้น รูปแบบในการออกกำลังกาย ที่จะนำไปสู่ เป้าหมาย ย่อมมีความแตกต่างกันไปด้วย ผู้ที่ออกกำลังกาย ที่ตั้งเป้าหมายไว้ก่อนการ ออกกำลังกาย จึงควรเลือกรูปแบบ การออกกำลังกาย ให้ตรงกับเป้าหมายได้ ดังต่อไปนี้

 

เป้าหมาย : ลดน้ำหนัก / ลดความอ้วน

 

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้มีปัญหาเรื่องของ "น้ำหนักส่วนเกิน" หรือเรื่อง "ความอ้วน" นั้น ล้วนมีสาเหตุมาจาก การรับประทานอาหาร ในปริมาณที่มากเกินกว่า ความจำเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะ การรับประทานอาหารที่มี น้ำตาลสูง หรือไขมันสูง ที่จะทำให้เกิด ไขมันส่วนเกิน ขึ้นได้ง่าย และทำให้อ้วน หรือน้ำหนัก ขึ้นได้ในที่สุด

 

อีกปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลทำให้เกิด ปัญหานี้ คือ ระบบเผาผลาญในร่างกายของเรา ที่ไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้หมด จนเกิด "ไขมันส่วนเกิน" ขึ้น ซึ่งเราสามารถช่วยร่างกาย เผาผลาญไขมันส่วนเกินได้จาก "การออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ" ที่ช่วยกระตุ้น ระบบเผาผลาญ ภายใน ร่างกาย ให้เกิดการเผาผลาญ แคลอรี่ได้ โดยการออกกำลังกาย ในรูปแบบนี้ เช่น การวิ่ง เต้น ปั่นจักรยาน พายเรือ แอโรบิก เป็นต้น

 

เป้าหมาย : สร้างกล้ามเนื้อ

 

หลักในการ สร้างกล้ามเนื้อ ให้ใหญ่ขึ้นได้ ผู้ที่ออกกำลังกาย จะต้องอาศัย "น้ำหนัก" ที่มากกว่าปกติ เพื่อให้กล้ามเนื้อ เกิดการฉีกขาด และสามารถพัฒนาขึ้นได้ โดยการออกกำลังกายที่ต้องใช้ น้ำหนัก ในการเล่น คือ การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) หรือที่หลายคนเรียกว่า การเล่นเวท หรือ ยกเวท โดยการออกกำลังกาย รูปแบบนี้ ผู้ที่ออกกำลังกาย สามารถเลือกใช้น้ำหนัก ได้ 3 รูปแบบ คือ

 

1. เล่นเวท จาก เครื่องออกกำลังกาย ( Exercise Machines ) คือ การใช้ เครื่องออกกำลังกาย ในการยกน้ำหนัก โดยเครื่องออกกำลังกาย ส่วนใหญ่ จะใช้เล่นกล้ามเนื้อแบบเป็นแยกส่วน อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับ ผู้ที่เล่นกล้ามมือใหม่ อย่างมาก

 

2. เล่นเวท จาก อุปกรณ์แบบ ฟรีเวท ( Free Weight ) คือ การใช้น้ำหนัก จาก อุปกรณ์ยกน้ำหนัก ที่ไม่ได้เป็นแบบ เครื่องออกกำลังกาย โดยอุปกรณ์แบบฟรีเวท จะอยู่แบบอิสระ สามารถยก หรือเคลื่อนที่มาใช้งานได้ง่าย และครอบคลุม การออกกำลังกาย สำหรับ กล้ามเนื้อหลายส่วน ตัวอย่าง อุปกรณ์แบบฟรีเวท เช่น ดัมเบล บาร์เบล เคตเทิลเบล เป็นต้น

 

3. บอดี้เวท ( Body Weight ) เป็นการยกน้ำหนัก โดยไม่ต้องใช้ อุปกรณ์ใดเลย ใช้เพียงแค่ "น้ำหนัก" ของตนเอง ในการใช้เป็นแรงต้าน สร้างกล้ามเนื้อได้ เช่น ท่า Squat ท่า Crunch เป็นต้น

เป้าหมาย : ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ

 

ผู้ที่มีปัญหาเรื่องอาการ ปวดเมื่อย ตามร่างกายอยู่บ่อย หรือมีอาการที่เข้าข่ายว่าเป็น ออฟฟิศซินโดรม ( Office Syndrome ) ควรเลือกออกกำลังกาย แบบ Flexibility Training เพื่อยืดหยุ่น กล้ามเนื้อ และข้อต่อต่าง ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นอ่อนตัว ลดความตึงของกล้ามเนื้อได้ โดยการออกกำลังกาย ที่ผู้มีเป้าหมาย ควรเลือกเล่น คือ โยคะ ( Yoga )

 

การเลือก ออกกำลังกาย ตามเป้าหมายที่ได้ แนะนำ ไปในข้างต้น จะช่วยให้ ผู้ออกกำลังกาย สามารถเลือก รูปแบบ การออกกำลังกาย ได้ตรงกับ เป้าหมาย ที่ต้องการได้ อย่างแน่นอน

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน โรค

อัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมาะสม ขณะ ออกกำลังกาย

แนะนำ เครื่องออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส

แนะนำ เครื่องออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส

เพื่อน ๆ ที่อยากใช้บริการฟิตเนส คงจะสงสัยกันว่าเมื่อสมัครสมาชิกเสร็จแล้ว ควรทำอะไรต่อ วันนี้เราเลยจะมา แนะนำ เครื่องออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ให้เพื่อน ๆ ได้ลองไปเล่นตามกันค่ะ

 

เป้าหมายของการออกกำลังกาย ของคนส่วนใหญ่ก็คือ ลดน้ำหนัก ลดไขมัน ดังนั้นคำถามยอดนิยม ของนักเล่นมือใหม่ ส่วนมากก็คือ เครื่องเล่นฟิตเนส ชนิดใด เบิร์นไขมันมากที่สุด และเล่นง่าย ไม่จำเป็นต้องมีโค้ช ก็สามารถลุยเดี่ยวได้ใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เรามีคำตอบมาให้เพื่อน ๆ กันค่ะ

 

1  กรรเชียงบก ( Rowing Machine )

  • มีอัตราการเบิร์น 660 แคลอรี / ชั่วโมง หรือ 11 แคลอรี / นาที

ถึงแม้ว่าบ้านเรา อาจไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะว่ามีเครื่องเล่น อย่างอื่นที่ดูแล้ว น่าสนใจมากกว่าแต่ว่า กรรเชียงบก ( Rowing Machine ) เป็นอุปกรณ์ ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อได้ด้วย ที่สำคัญสามารถ เบิร์นไขมันได้ ไม่ต่างจาก เครื่องเล่นอื่น ๆ เลยล่ะค่ะ

 

หากเพื่อน ๆ เป็นมือใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง ที่จะมีอาการ บาดเจ็บตามมา แนะนำให้ทำตาม วิธีต่อไปนี้

  • พยายามให้ข้อมือตรง และผ่อนคลายช่วงไหล่
  • อย่างอเข่าจนกว่า ช่วงเข่าจะอยู่ใน ระดับเดียวกับข้อเท้า
  • ออกแรงดันที่เท้า ยันกลับเล็กน้อย และยังคงผ่อนหลายไหล่
  • วาดข้อศอกตรง กลับไปที่ด้านข้าง จนมือถึงซี่โครง
  • เริ่มต้นจังหวะถัดไป กางแขนแล้วงอเข่า เพื่อเลื่อนที่นั่งไปข้างหน้า

 

 

 

2 Stair Climber หรือ Stair Stepper

  • มีอัตราการเบิร์น 720 แคลอรี / ชั่วโมง หรือ 12 แคลอรี / นาที

เป็นการออกกำลังกาย ที่เลียนแบบการ ก้าวขึ้นบันได โดยจะเน้นการบริหาร ช่วงต้นขา สะโพก และก้น เมื่อเปรียบเทียบ กับอุปกรณ์ บริหารหัวใจชนิดอื่น ๆ เครื่องนี้มีลักษณะ การออกกำลังกาย ที่ไม่มีแรงกระทำ แรงกดรุนแรง ต่อข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย ( Low - impact exercise ) จะเหมาะกับคน ที่มีปัญหาการ ลงน้ำหนักที่ข้อเข่า นอกจากจะเผาผลาญไขมัน ได้มากแล้ว  ยังฝึกให้กล้ามเนื้อขา แข็งแรงขึ้นด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเบิร์นให้ได้มากที่สุด ควรจะก้าวยาว ๆ ระหว่างออกกำลังด้วยเครื่องนี้

 

3 เครื่องเดินวงรี ( Elliptical Trainer )

  • มีอัตราการเบิร์น 780 แคลอรี / ชั่วโมง หรือ 13 แคลอรี / นาที

เครื่องเดินวงรี ( Elliptical Trainer ) ถือเป็นครื่องออกกำลังกาย ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ การออกกำลังกาย ด้วยการใช้เครื่องเดินวงรี ( Elliptical Trainer ) จะเป็นการผสมผสาน ระหว่างการเดินขึ้นบันได กับการเล่นสกี เป็นเครื่องออกกำลังกาย ที่ช่วยสลายไขมัน ได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างกล้ามเนื้อ ให้ดูกระชับในหลายสัดส่วน เช่น สะโพก หน้าท้อง  เอว แขน และขา มีอัตราการเบิร์นค่อนข้างสูง และจะสูงที่สุด เมื่อออกแรงโยกคันจับด้วย ใครที่น้ำหนักตัวเยอะ ๆ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่า การเล่นเครื่องเดินวงรี ( Elliptical Trainer ) จะถือเป็นสุดยอด แห่งการออกกำลังกาย เนื่องจากช่วยลด แรงกระแทก ได้ดีกว่าลู่วิ่งไฟฟ้า

 

4 จักรยาน ปั่นอยู่กับที่ ( Stationary Bike )

  • มีอัตราการเบิร์น 840 แคลอรี / ชั่วโมง หรือ 14 แคลอรี / นาที

 

 จักรยานปั่นอยู่กับที่ ( Stationary Bike ) มีลักษณะ การทำงานเหมือน ๆ กับจักรยานทั่วไป เพียงแต่ว่ามันเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่สามารถปรับ ระดับความหนักเบา ( add resistance ) ของการปั่นเหมือนกับการ เข้าเกียร์ของจักรยาน ช่วยลดหุ่นได้ การผสมความหนักเบา ในการปั่นช่วยให้คุณ เผาผลาญพลังงาน แคลอรี่ได้เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับคน ทุกเพศทุกวัย เป็นกีฬาปะเภท การออกกำลังกาย ที่ไม่มีแรงกระทำ แรงกดรุนแรง ต่อข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย ( Low - impact exercise ) ไม่มีการเจ็บตัวแน่นอน นักออกกำลังกายมือใหม่ จนถึงมือเก๋า สามารถใช้ได้หมด ไม่ว่าใช้สร้างความฟิต หรือรักษาความฟิตของร่างกาย

 

 5 ลู่วิ่งไฟฟ้า ( Treadmill )

  • มีอัตราการเบิร์น 1020 แคลอรี / ชั่วโมง หรือ 17 แคลอรี / นาที

ลู่วิ่งไฟฟ้า ( Treadmill ) เป็นการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง บนสายพาน เป็นการออกกำลังกายในร่ม ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ใช้พื้นที่น้อย ใช้พลังงานมาก ใช้ในการลดน้ำหนักได้ดี การออกกำลังด้วยเครื่องนี้ คุณสามารถออกกำลัง โดยการเดินเร็ว ๆ หรืออาจจะวิ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของคุณ และเป็นเครื่องช่วยคาร์ดิโอ ที่ง่ายที่สุด แต่ผู้ใช้งานหลาย ๆ คน ยังใช้งานไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิด การบาดเจ็บได้ บางครั้งการใช้งานลู่วิ่ง ยังเกิดอุบัติเหตุ ลื่นบนสายพานได้ ถ้าไม่ระมัดระวัง

หากคุณเป็นมือใหม่ เราขอแนะนำ วิธี Warm up และ Cool down เพื่อลดอาหารบาดเจ็บ ที่อาจเกิดขึ้นได้

    • Warm up เดินช้า 2 นาที
    • Run easy 5นาที
    • วิ่งเร็วตามระดับความชัน และระยะเวลา ที่ เพื่อน ๆ พอใจ
    • วิ่งเบา ๆ 5 นาที
    • Cool down เดินช้า 2 นาที

เพียงเท่านี้ ก็สามารถป้องกัน อาการบาดเจ็บที่จะเกิดกับ กล้ามเนื้อได้แล้วล่ะค่ะ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เลือก สปอร์ตบรา ออกกำลังกาย ไป ฟิตเนส กัน

ออกกำลังกาย ปั้นก้น สวย ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

เข้า ฟิตเนส แล้วเกิดอาการหิว ทำอย่างไรดี ?

เข้า ฟิตเนส แล้วเกิดอาการหิว ทำอย่างไรดี ?

ปัญหา ของคนที่ ออกกำลังกาย หรือ คนที่ซื้อคอส ฟิตเนส เพื่อที่จะลดน้ำหนัก หลาย ๆ คนคงอยากที่จะผอม หุ่นดี แต่อุปสรรคของใคร ๆ หลาย ๆ คนที่คิดจะลดน้ำหนักก็คือ ความหิว วันนี้เราจะพามา กำจัดวิธีการหิว หรือ รับมือกับความหิว อย่างไรไปดูกัน

 

                สำหรับ สถานที่ยอดฮิต ที่เป็นสถานที่ ออกกำลังกาย ในปัจจุบัน ณ เวลานี้ที่คนเข้าบ่อยมากไม่ว่าจะ ฟิตเนส ( Fitness ) ตามที่เปิด หรือ รวมไปถึง  ฟิตเนส ( Fitness ) ในคอนโด หรือ โครงการบ้านพัก ของเราเองนั้น  เคยไหมออกกำลังกาย อยู่ดันมาหิว แล้วเราจะรับมือกับวิธีการนี้อย่างไรต่อไป 

 

เราต้อง บอกก่อนว่า ฟิตเนส ( Fitness ) ถือ เป็นสถานที่ ที่ใคร ๆ หลาย ๆ คนชอบเข้ามาก ที่สุด หรือเลือกที่ จะเข้าไปทำกิจกรรม ออกกำลังกาย และถ้า หากเราเห็นบาง ฟิตเนส ( Fitness ) เราไม่สามารถนำ ของกิน เข้าไปกินได้ นั้นก็ เพราะว่าทางเจ้าของสถานที่ จะ กลัวว่าเราจะไปทำของเราเละได้นั่นเอง และสำหรับ วิธีการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ขณะที่เราเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) อยู่แล้วหิว หรือ อาจจะเป็น หลังเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) เสร็จแล้วหิวมาก แต่ใจก็กลัวอ้วนต้องทำอย่างไรดี วันนี้เราจะ เคล็ดลับดี ๆ หรือ วิธีการดี ๆ ทำอย่างไร ให้เราไม่เกิดอาการ ความหิว ในขณะ ออกกำลังกาย

 

  • เริ่มด้วย วิธีง่าย ๆ นั้นก็คือ การที่เราจะ กิน หรือ รับประทานอาหาร 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย  และ ห้ามออกกำลังกาย ตอนท้องว่างโดยเด็ดขาด นั้นก็ เพราะเราต้องการพลังงานในการประกอบ การทำ กิจกรรม รวมไปถึง การออกกำลังกาย ตอนท้องว่างสามารถทำให้เรารู้สึกเหมือนคนป่วยไม่มีแรงได้ ด้วยนั่นเอง ใคร ๆ หลาย ๆ คนคงอาจจะยังไม่รู้ถึงข้อนี้ และ เรา ควรรับประทานอาหาร หรือ รวมไปถึง ขนมมื้อเล็ก ๆ ที่มีโปรตีน และ คาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนผสม  อย่างพวกถั่วธรรยาพืช และ  ผลไม้ ก็ควรมีเก็บติดไว้กินก่อน ออกกำลังกาย  ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนจะมีส่วนในการ ซ่อมแซ่มกล้ามเนื้อ และ รวมไปถึง มันยังทำให้ เรา รู้สึก อิ่มท้อง และ ส่วน ของ คาร์โบไฮเดรตจะเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย ของเรา ได้เป็นอย่างดี ด้วยนั่นเอง
  • กล้วยหอม ช่วยคุณได้ รู้หรือไม่ว่า กล้วยหอมลูกย่อม ๆ ประมาณ 1 ลูก จะมีทั้งคาร์โบไฮเดรต และรวมไปถึง โปรตีน และ วิตามินซี ซึ่ง มันจั เป็นวิตามิน หลัก ๆ ของกระบวนการผลิตพลังงาน ของร่างกาย ของเรา ที่จะทำ เพื่อ  กินแล้ว มันจะ สามารถไป ช่วยเติมความสดชื่นให้ แก่ร่างกาย ของเรา ได้ทันที และ  อีกทั้งไฟเบอร์ในกล้วย มันยังจะ สามารถไป ช่วยให้เรารู้สึกอิ่มอยู่ท้อง ได้อีกด้วย  และ ที่สำคัญ ไปกว่านั้น ในตัว ทริปโตเฟน ในกล้วย มันยัง สามารถทำให้เรา นั้น รู้สึก หลับสบาย อีกด้วย นั่นเอง
  • ต่อไป คงเป็นอาหาร ที่ถูก ใจสายคลีน หรือ คนรักสุขภาพ อย่างมาก นั่นก็คือ อกไก่ต้ม  และสำหรับ การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ๆ ที่ หลังจากผ่าน กิจกรรมการ ออกกำลังกาย ไปแล้ว  ประมาณ 30 นาที มันจะ สามารถ ไปช่วย ในเรื่องของการ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้มีความแข็งแรง มากขึ้นได้ง่าย ๆ และ แถมโปรตีนจาก อกไก่ นี้ยังจะ สามารถ ไปช่วย ในเรื่องของการ เติมเต็มมวล กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไปในตอนที่เราออกกำลังกายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ห้ามกินข้าวเยอะ ห้ามกินเค็ม เอาง่ายๆ เราปรุงแบบรสจัด

               

                เป็นยังไงบ้าง กับความรู้ดี ๆ ที่เราเอามาแนะนำให้ฟังกันวันนี้ พอจะมีประโยชน์ ต่อการ ลดน้ำหนัก กันอย่างแน่นอน และที่สำคัญ กว่าการ ออกกำลังกายก็คือ การพักผ่อน ให้เพียงพอ และรวมไปถึง การรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย 

 

            

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การปั่นจักรยาน ออกกำลังกาย เริ่มต้น ได้ง่ายๆ

ท่าบริหารร่างกาย ออกกำลังกายเพิ่มส่วนสูง

ออกกำลังกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน โรค

ออกกำลังกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน โรค

ออกกำลังกาย คือ สิ่งที่เราทุกคนควรทำ เพราะเป็นการทำให้ ร่างกายแข็งแรง ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน โรค คงไม่มีใครอยากเป็น โรค แน่นอนคงไม่มีใครอยากเป็น โรค หรอกทั้งเสียเวลา และค่า รักษาโรค 

 

การออกกำลังกาย และ ภูมิคุ้มกัน

การออกกำลังกาย หลายคนอาจจะมองว่ามีแต่เรื่องดี ๆ แต่เหรียญมักมี ด้านเสมอ มีทั้งผลบวก และลบต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าออกกำลังกายแบบหักโหมก็เป็นผลลบแก่ร่างกายได้ การออกกำลังกาย เป็นประจำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบ ภูมิคุ้มกัน โดยจะช่วยการกระตุ้นการหมุนเวียนของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ แต่การทำอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี - กิจกรรมที่มีความหนักหน่วงสูงเป็นเวลานาน จะลดการทำงานของภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการอักเสบ และเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันมากเกินไป

 

การออกกำลังกาย จะส่งผลดีต่อระบบ ภูมิคุ้มกัน โดยมี เคล็ดลับ ที่ช่วยให้คุณปรับสมดุล ระหว่างการพักผ่อน และ การออกกำลัง

1. สร้างวงจรการฝึกของคุณ

สำหรับใครที่ ออกกำลังกาย หนักเกินไป ควรให้สลับกับการ พักผ่อน หรือวันเว้นวันบ้าง เช่น การที่ ออกกำลังกายหนัก อีกวันก้ผักผ่อน หรือ ออกกำลังกาย เบาลง และก็จะเป็นการดีหากคุณมีการฝึกแบบรวมหลายๆ อย่างในแผนของคุณด้วย ( ทำ กิจกรรม หลายอย่างที่แตกต่างกัน ) และแบ่งระยะเวลาการฝึกออกเป็นช่วง ๆ ( ความหนักหน่วง และในปริมาณที่แตกต่างกัน ในแต่ละขั้น และเป็นการวางแผนระยะยาวหลายเดือน)

 

2. อาหาร ที่มี สารอาหารสูง

อาหาร ที่อุดมไปด้วย สารอาหาร ต่าง ๆ ย่อมเป็นผลดีกับผู้บริโภค เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคเล็ก ๆ ไปจนถึงโรคภัยที่อาจหนักได้ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำงานได้อย่างดีที่สุด ควรรับประทาน ผัก ผลไม้ ให้ได้ 7 - 10 หน่วยบริโภค รวมถึงรับประทาน อาหาร ที่ถูกแปรรูปน้อยที่สุด เช่น ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืชไม่ขัดขาว เมล็ดพืชตระกูลถั่ว และ อะโวคาโด

 

3. ปรับการดำเนินชีวิตอื่นๆ

ปรับปัจจัย การดำเนินชีวิตอื่น ๆ เช่น ไม่ควร อดหลับ อดนอน ควรทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง เพื่อเป็นการสะสมความ เครียด ให้น้อยลง และการรับประทานสารอาหารที่ไม่ดี หากปัจจัยเหล่านี้มีมาก ก็ให้ปรับกิจวัตร การออกกำลังกาย โดยเน้นกิจกรรมเบา ปานกลาง เมื่อการใช้ชีวิตลงตัวขึ้น มีเวลามากขึ้น ก็ค่อย ออกกำลังกาย ที่หนักขึ้น และเพิ่มการ ออกกำลังกาย โดยแบ่งเป็นช่วง ๆ เวลาได้ การเสริม ระบบภูมิคุ้มกัน ควรได้รับโภชนาการที่ดี นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

 

4. การกิน ระหว่าง การออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย เป็นเวลานาน โดยไม่ได้รับ สารอาหาร ใด ๆ เลยในระหว่างนั้น ย่อมส่งผลเสียต่อการทำงาน ของ ระบบภูมิคุ้มกัน จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบริโภค คาร์โบไฮเดรต 30 - 60 กรัมต่อชั่วโมง ในช่วงการปั่นจักรยานอย่างหนัก 150 นาที โดยไม่พักไม่ใช่เรื่องที่ดี ควรพก อาหาร ประเภทเจลแบบซอง เช่น กล้วย , ผลไม้แห้ง , เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา ที่ย่อยง่าย และรวดเร็วไว้ด้วย จะเป็นการดีกว่า

 

5. หยุด เมื่อฝึกหนักเกินไป

โดยปกติแล้ว เมื่อเราทำอะไรเกินตัว ร่างกายมันจะส่งสัญญาณเตื่อนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากร่างกาย หรือทางจิตใจ อย่างเช่น สมรรถภาพทางกายของคุณลดลง มีอารมณ์ฉุนเฉียว ใจลอย อาการปวดกล้ามเนื้อ การนอนหลับยาก ความเหนื่อยล้า และ ปวดศีรษะ เป็นต้น

 

ประโยชน์ ของการ ออกกำลังกาย 

1. เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อคล่องแคล่วขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น

2. ช่วยขับของเสีย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ที่ออกมาพร้อมลมหายใจออก ของเสียที่ออกมาพร้อมเหงื่อ และ ปัสสาวะ เป็นต้น

3. กล้ามเนื้อหัวใจ มีความแข็งแรงขึ้น สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ดี

4. ช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อดีขึ้น เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ลดไขมันในเลือด กล้ามเนื้อ และ กระดูกแข็งแรง

6. ช่วยให้ ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายแข็งแรงดีขึ้น

7เป็นการลด ความเครียด ของร่างกาย อันเป็นปัญหาของโรงต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน โรคหัวใจ การขับถ่ายผิดปกติ และ  ที่สำคัญยิ่งคือ ความเครียดจะนำไปสู่การเป็น โรคมะเร็ง ได้

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ไม่ง้อยิม ในสถานการณ์โควิด

เมื่อปวดเมื่อยตาม ร่ายกายหลังจาก ออกกำลังกาย แก้ด้วยวิธีไหนดี ?

เทคนิค ดึงข้อมือ อย่างไร ให้ไม่บาดเจ็บ และ พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

เทคนิค ดึงข้อมือ อย่างไร ให้ไม่บาดเจ็บ และ พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อน ๆ คนไหนที่อยากลอง ฟิตเนส ( Fitness ) มาโหนบาร์ หรือ ดึงข้อมือ เท่ ๆ บ้างคะ วันนี้เราได้รวบรวม เทคนิค ดี ๆ เกี่ยวกับการ ดึงข้อมือ อย่างไร ให้ไม่บาดเจ็บ และ พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ไว้ในบทความนี้แล้วค่ะ

 

4 เทคนิคไม่ลับ ในการดึงข้อมือ

 

1. ฝึกกล้ามเนื้อ ข้อมือ ให้แข็งแรง

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ที่ดึงข้อไม่ได้ เพราะพื้นฐานยังไม่มี ดังนั้นให้ฝึก การห้อยโหนบนบาร์ก่อน พื้นฐานของการดึงข้อมือ เพื่อน ๆ ต้องมีข้อมือที่แข็งแรง ดังนั้นเริ่มต้นให้ฝึกจับบาร์ แล้วห้อยตัวค้างไว้ให้ได้นานที่สุด เมื่อห้อยสองมือได้นานแล้ว ให้ฝึกใช้สองมือห้อย แล้วใช้มือเดียวห้อย ให้ได้นานที่สุด เมื่อข้อมือแข็งแรงมากขึ้น จึงค่อย ๆ ฝึกในท่าต่อไป การห้อยค้างไว้ จะทำให้ฝึกกล้ามเนื้อข้อมือนั่นเอง

 

2. เกร็งหลังก่อนดึง

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ที่ดึงข้อไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อหลัง ยังไม่แข็งแรง เราจะใช้สะบักหัวไหล่ ในการออกแรงดึงขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด การดึงข้อที่ถูกต้อง แขนต้องยืดให้ตึงสุด ก่อนดึงตัวขึ้น เราต้องเกร็ง สะบักหัวไหล่ ( Shoulder Blade ) ไปด้านหลัง เกร็งกล้ามเนื้อหลัง ก่อนดึงข้อ ใช้กล้ามเนื้อหลังส่วนปีก ในการดึงไม่ใช่แขน หรือ หัวไหล ถ้าเราใช้กล้ามเนื้อผิดส่วนไปนาน ๆ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บ และ กล้ามเนื้อไม่พัฒนา อีกด้วย

 

3. ใช้ Negative Reps เข้ามาช่วย

ช่วงแรก ๆ ในการฝึก เนื่องจากกล้ามเนื้อหลัง และ แขนไม่มีแรงในการดึง ให้ฝึกโดยใช้ Negative Reps นั่นก็คือให้ใช้เท้าถีบตัวเองในตอนดึงขึ้น เมื่อคอเลยบาร์ ให้ค้างบนอากาศนานที่สุด แล้วค่อย ๆ ผ่อนแรงลงมาที่พื้น ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำแบบนี้ไปเรื่อยซัก 10 ครั้งติดต่อกัน / เซต การฝึกแบบนี้ จะทำให้กล้ามเนื้อพัฒนา ได้เร็วมากยิ่งขึ้น แล้วจึงค่อยฝึกท่าต่อไป

 

หากเพื่อน ๆ กลัวจะฝึกไม่ได้ การหาเพื่อนในการช่วยเรา ดันตัวขึ้นในช่วงเริ่มฝึก วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุด เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหลัง ใช้งานอย่างเต็มที่ ให้เพื่อนของเรา ช่วยดันส่วนขา หรือ หลัง ของเราตอนดึงร่างกายขึ้น ตอนลงก็เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ ให้ได้นานที่สุด แล้วผ่อนแรงลงมาช้า ๆ ให้เพื่อน หรือ เทรนนิ่ง ช่วยฝึกจนทำให้ได้ซัก 10 ที แล้วค่อยฝึกดึงข้อ ด้วยตัวเอง

 

4. ฝึกให้เยอะขึ้น ตามเป้าหมาย

ยิ่งเราฝึกเยอะ และ พักผ่อนเพียงพอ กล้ามเนื้อก็จะเติบโต และ พัฒนา ได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับคนฝึกใหม่ ๆ ให้ตั้งเป้าจำนวนครั้ง และ เซตที่ฝึกต่อวัน เพิ่มจำนวนครั้ง เซต และ วันฝึกไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ สัปดาห์ ตามสภาพร่างกาย และ ก็ต้องเพิ่มน้ำหนักไปเลื่อย ๆ

 

หากเพื่อน ๆ สนใจ อยากลองมาออกกำลังกาย ที่ฟิตเนส ( Fitness ) เราขอแนะนำ FIT24 หรือ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เป็นสถานที่ให้บริการฟิตเนสชั้นนำ ที่มีคุณภาพ สำหรับทุกคน ในทุก ๆ วัน ตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานทุกคน พร้อมให้บริการ ด้วยความเป็นมิตร และ ความจริงใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี และ เสริมสร้างสมรรถนะ ของร่างกาย

 

สามารถออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) แบบครบวงจร พร้อมอุปกรณ์ ออกกำลังกายที่ดีที่สุด ที่คัดสรรมาให้ชาว ฟิตเนส ( Fitness ) ได้ออกกำลังกายกันอีกด้วย นอกจาก ฟิตเนส ( Fitness ) แล้ว FIT24 ยังมีการสอน มวยไทย หรือ สถานที่ฝึกซ้อม มวยไทย บริการอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ ครบ จบ ทุกการออกกำลังกาย เลยนะคะ

 

FIT24 มีสาขาดังนี้

  • Praartit FIT24 ( สาขาข้าวสาร )
  • Ratchada FIT24 ( สาขารัชดา อยู่ติดกับโพไซดอน )
  • Srinakarin FIT24 ( สาขาศรีนครินทร์ อยู่ด้านในปั้มบางจาก ถนนศรีนครินทร์ )

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

5 พฤติกรรมที่มือใหม่ไม่ควรทำ

5 พฤติกรรมที่มือใหม่ไม่ควรทำ

การออกกำลังกายนั้น เป็นสิ่งที่เรา ต่างก็รู้จัก และ คุ้นเคยกันดี แต่รู้หรือเปล่าว่ามี 5 พฤติกรรมที่มือใหม่ไม่ทำเมื่อออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในด้าน สุภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย และ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม การออกกำลังกาย ส่งผลดีต่อร่างกายเสมอ แต่ หากเรามีเรามีการ ออกกำลังกายที่ ผิดวิธี ก็อาจจะส่งผลเสีย ต่อร่างกายของเราได้  เพราะฉะนั้น เราจึงต้องควรรู้ พฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เมื่ออกกำลังกาย เพราะไม่งั้น การออกกังกาย จากที่จะได้ผลดี จะกลายเป็นได้ผลเสียแทน

 

5 พฤติกรรมที่มือใหม่ไม่ควรทำ เมื่อมีการออกกำลังกาย

 

1. ไม่สวมรองเท้าขณะออกกำลังกาย

มือใหม่หลาย ๆ คน ก็อาจจะคิดว่า การสวมรองเท้า ขณะออกกำลังกายนั้น เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือ ยิ่งไปกว่านั้น คือรู้สึกว่าการสวมรองเท้า เป็นสิ่งที่ขัดขวงการออกกำยังกาย เพราะ ไม่ได้มีส่วนที่ช่วยให้ การออกกำลังกาย ดีขึ้น แต่ จริง ๆ แล้วการสวมรองเท้าขณะออกกำลังกาย เป็นจำเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่ความสวยงาม เพราะ การสวมรองเท้าที่คุณภาพไม่ดี หรือ ไม่สวมรองเท้านั้น เมื่อมีการออกกำลัง ที่มีการกระแทก หรือ กด แบก แต่รองเท้าที่เราสวมนั้น ยังช่วยปรับโครงสร้างของเท้า ทำให้ลดการเสื่อมของ ข้อเข่า ข้อเท้า และ ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของเรา เพื่อไม่ให้เกิดการเสื่อมก่อนวัย ดังนั้น มือใหม่ หรือ ผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย จึงควรหารองเท้า ที่มีคุณภาพดี มาสวมใส่ขณะออกกำลังกาย

 

2. หักโหมเกินไป

การออกกำลังกาย แบบหักโหมเกินไป มักเกิดขึ้นกับหลาย ๆ คน เพราะ หลาย ๆ คนที่หักโหม ในการออกกำลังกาย ส่วนมาก มักเกิดจากความใจร้อน อยากให้การออกกำลังกาย เห็นผลเร็ว เห็นผลทันที เช่น กลุ่มคนที่ลดน้ำหนัก หรือ ในกลุ่มคนที่เพิ่มกล้ามเนื้อ การทำพฤติกรรมนี้ส่งผลเสียอย่างมาก เพราะ ร่างกายของเราแต่ละคนนั้น มีการสร้างกล้ามเนื้อ มีการเผาผลาญ ที่แตกต่างกันออกไป และ ร่างกายต้องได้รับการฟื้นฟฟู หลังจากออกกำลังกาย เพื่อพัฒนา ซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย อีกทั้ง การหักโหมเกินไป อาจจะทำได้ในช่วงแรก แต่ไม่สามารถทพได้ตลอด จึงส่งผลให้ เราไม่อยากออกกำลังกาย ไม่มีกำลังในการฟิตหุ่น อาจจะส่งผลทำให้หุ่นเราพังได้

 

3. ไม่มีการวอร์มก่อนออกกำลังกาย

การไม่ยืดเส้น ยืดสาย หรือ วอร์มก่อนออกกำลังกาย  เพราะ การ วอร์มร่างร่างกาย ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย เป็นการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมก่อน ออกกำลังกาย และ ลดการบาดเจ็บ จากการออกกำลังกาย นอกจากนี้ การวอร์ม ยังเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อ และ ระบบต่างในร่างกาย ไม่ว่า การออกกำลังกายของเรานั้น จะหนัก หรือ เบา เราก็ต้อง วอร์มร่างกาย เสมอ หากวันในวันนั้น มีการออกกำลังที่หนัก ก็อาจจะส่งผลให้เราเป็น ลม หรือ อาการบาดเจ็บอื่น ๆ ได้

 

4. โฟกัสที่กล้ามเนื้อมัดเดียวมากเกินไป หรือ เฉพาะส่วน

การที่ออกกกำลังกายแบบ โฟกัสที่กล้ามเนื้อมัดเดียวมากเกินไป หรือ เฉพาะส่วน หากจะออกเพื่อลด น้ำหนัก หรือ ออกกำลังกายเพื่อ สุขภาพ การออกกำลังกายแบบนี้ จะทำให้เรานั้น มีสุขภาพ ที่ไม่ดีเท่าที่ควร และ ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ เพราะ การลดน้ำหนัก และ การออกกำลังเพื่อสุขภาพนั้น ต้องออกกำลัง ทุกส่วน เพื่อให้เห็นที่ชัดเจน แต่ถ้าหากต้องการ ปั้นกล้าม คสรออกกำลังกายแบบ โฟกัสที่กล้ามเนื้อมัดเดียว หรือ เฉพาะส่วน เป็นเพราะว่า เราต้องให้กล้ามเนื้อส่วน นั้น ๆ มีการการขยายตัวของกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามส่วนที่เรา โฟกัส ออกมาสวย แต่ทั้งนี้ การโฟกัสที่กล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ต้องทำสลับวัน และ มีการพักผ่อน เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ จากการออกกำลังกาย

 

5. ดื่มน้ำน้อย

มือใหม่ ที่เริ่มออกกำลังกายหลาย ๆ คน มักจะมองเรื่องของการดื่มน้ำ ให้เพียงพอ เพราะ ส่วนใหญ่มีความว่า การดื่มน้ำในปริมาณที่มาก ทำให้เราจุก หรือ การดื่มน้ำ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจำเป็น แต่เมื่อเราออกกำลัง ร่างกายของเรานั้น จะมีการสูญเสียน้ำ ในรูปแบบของเหงื่อ เพราะฉะนั้น เราจึงควรดื่มน้ำเพื่อทดแทน เหงื่อที่เสียไป หากเรามีมีการเสียเหงื่อ มากจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา เช่น หน้ามืด เป็นตะคริว หากเป็นไปได้ ควรดื่มน้ำสะอาด หรือ ดื่มน้ำ ที่มีส่วนผสมของเกลือแร่ เพื่อไม่ให้กายขาดน้ำ

คำแนะนำคือ ควรจิบน้ำ ระหว่างพัก เพื่อให้ร่างกาย มีน้ำไปทดแทนเหงื่อที่เสียไป

 

สำหรับมือใหม่ ที่เริ่มออกกำลังกาย ควรทำตามคำแนะนำ 5 ข้อนี้ เพื่อให้การออกกำลังกายของเรานั้น มีประสิทธิภาพดี และ เพื่อให้มีสุขภาพดี ตามที่เราตั้งใจไว้ หากทำตามคำแนะนำ การออกกำลังกายนั้น จะส่งผลดีอย่างแน่นอน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

ข้อดี ของการ ออกกำลังกายตอนกลางคืน

ออกกำลังกาย แล้วรู้สึกหิว ทำยังไงดี?

ประโยชน์ของ Full Body

ประโยชน์ของ Full Body

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนคงจะรู้จักกันดีการ ออกกำลังแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ที่ช่วยในการเสริมสร้าง และ พัฒนา กล้ามเนื้อให้แข็งแรง

 

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ที่ออกกำลังกาย อาจจะมองข้ามการออกกำลังกายแบบ ฟูลบอดี้ ( Full Body ) เพราะ คิดว่าการการออกกำลังกาย ฟูลบอดี้ ( Full Body ) นั้น ทำให้กล้ามขึ้นได้ช้า ผู้คนส่วนใหญ่เลยหันไปโฟกัส ที่การยกเวท หรือ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพราะ หลาย ๆ คนคงคิดว่า การยกเวท หรือ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ทำให้กล้ามขึ้นได้เร็วกว่า แต่ จริง ๆ แล้ว การออกกำลังกายแบบฟูลบอดี้ ( Full Body ) สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ดี ไม่ต่างอะไรกับ การที่เราออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training )

 

การออกกำลังกายแบบฟูล บอดี้  ( Full Body )

 

การออกกำลังกายแบบฟูล บอดี้  ( Full Body ) คือ การออกกำลังแบบทั้งตัว ภายในวันเดียว โดย การออกกำลังกายแบบนี้ จะเล่น ไหล่, อก, หลัง, ขา, แขน, หรือ ทุกส่วนในร่างกาย โดยจะออกกำลังกาย 3 วัน ต่อ สัปดาห์ ที่เหลือ อีก 4 วัน จะไม่ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกาย ได้รับการพักฟื้น จากความเหนื่อยล้า

 

ข้อดี ของการออกกำลังกาย แบบฟูลบอดี้ ( Full Body )

 

1. ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว การออกกำลังกายแบบ ฟูลบอดี้ ( Full Body ) ทำให้ร่างกายพื้นฟู ได้ดีว่า เพราะ การออกกำลังกายแบบ ฟูลบอดี้ ( Full Body ) นั้น เป็นการออกกำลังกาย เพียงแค่ 3 วัน อีก 4 เป็นการพักร่างกาย จึงทำให้ร่างกาย ทีการพักฟื้น ได้ดีกว่า การออกกำลังกายทุกวัน

2. ลดไขมันได้ดีกว่า เนื่องจากการออกกำลังแบบนี้ต้องใช้ ทุกส่วนของร่างกาย จึงทำให้การเผาผลาญ ทำงานดีกว่า การออกกำลังการที่เป็นเฉพาะส่วน

3. คงมวลกล้ามเนื้อได้ดีกว่า เนื่องจากทำออกกำลังการแบบ ฟูลบอดี้ ( Full Body ) นั้น เป็นการออกกำลัง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กล้ามเนื้ออก กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อขา จึงทำให้มวลกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีการคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ ได้ดีกว่า กล้ามเนื้อมัดเล็ก  เช่น กล้ามแขน กล้ามหน้าท้อง

4. เพิ่มความทดทานของกล้ามได้มากกว่า เนื่องจาก การออกกำลังกาย แบบฟูลบอดี้ ( Full Body ) เป็นการออกกำลังแบบเดิมซ้ำกัน และ ติดต่อกัน ทำให้กล้ามเนื้อมีความทนทาน ที่มากกว่า การที่เราเล่น เวทเทรนนิ่ง  เพราะการออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) เป็น การออกกำลังแบบ 1 ส่วน ต่อ 1 สัปดาห์

5. ร่างกายดูสมส่วน การออกกำลังกาย แบบฟูลบอดี้ (Full body) ทำให้ร่างกายของ เรานั้นมีหุ่นที่สมส่วน เพราะ กล้ามเนื้อของเรานั้น ถูกสร้าง และ พัฒนา พร้อม ๆ กันใน ทุก ๆ ส่วน จึงทำให้เราหุ่นเราสมส่วน มากกว่าการที่เรา ออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพราะ การออกกำลังกายแบบนี้ เป็นการออกกำลัง แบบโฟกัสเฉพาะจุด

6. ในช่วงต้น หรือ มือใหม่ เราควร ฝึกใช้กล้ามเนื้อทุกส่วน เพราะ ว่าในช่วงต้น หรือ มือใหม่นั้น ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้กล้ามเนื้อ และ ยังบริหารกล้ามเนื้อได้ไม่ดี เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วน

 

สำหรับการออกกกำลังแบบฟูลบอดี้ ( Full Body ) สามารถออกกำลังกาย สลับกับการออกกำลัง แบบเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ได้ หากต้องการ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เฉพาะจุด หรือ ในวันที่ออกกำลังกาย ก็สามารถเพิ่ม การรออกกำลังแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เพื่อให้กล้ามเนื้อได้รูปร่างรูปทรงที่ถูกใจ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

รองเท้า ออกกำลังกาย สำคัญมาก

ตะคริว ปัญหาหลัก ของการออกกำลังกาย

ผู้หญิงสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ ด้วยการเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

ผู้หญิงสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ ด้วยการเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

ไม่ใช่ผู้ชายเท่านั้น ที่สามารถมีกล้ามได้ เมื่อกล้ามคือสิ่งที่ไม่ว่าเพศไหนก็สามารถสร้างได้ แล้วทำไมผู้หญิงถึงจะมีกล้ามไม่ได้ล่ะ เรามาเรียนรู้การสร้างกล้ามเนื้อของผู้หญิงด้วยการเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

 

     หมดยุคแล้ว สำหรับผู้หญิงผอมบาง เนื้อหุ้มกระดูก เห็นแต่ซี่โครง เพราะยุคนี้เป็นยุคของสาวเฮลตี้ ดูดี มีเนื้อมีหนังมังสา พร้อมไลน์กล้ามเนื้อแบบสวยสตรอง แข็งแรง ยุคนี้ เราจึงได้เห็นผู้หญิงหลาย ๆ คน เริ่มหันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพ เข้ายิม เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ดูดี สวย แข็งแรง แต่หากใครกำลังสนใจที่จะเริ่มเล่นเวทปั้นกล้ามเนื้อให้สวยสตรอง หรือ กำลังเริ่มขะมักเขม้นกับการปั้นกล้ามเนื้ออยู่ นี่คือสิ่งที่พวกเธอต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อหนทางที่เห็นผลได้ไว และ ได้สุขภาพแก่เรามากที่สุด

 

ลดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ไม่มีจริง

     หากคุณกำลังเล่นท่าออกกำลังกายเฉพาะส่วน เพื่อหวังจะลดไขมันบริเวณใด บริเวณหนึ่งในร่างกาย เช่น การเล่นท่า Side Bends ที่หวังจะสร้างเอวคอด สะโพก สุดเซ็กซี่ หรือ แม้แต่การซิทอัพ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องราบเรียบ ท่าบริการทั้งหลายนั้น ไม่ได้ทำให้ร่างกายของคุณลดไขมันเฉพาะส่วนนั้น ๆ ได้จริง โดยปกติ ขณะที่เราออกกำลังกายในทุก ๆ วัน ทำให้ร่างกายมัดกล้ามเนื้อ เกิดความแข็งแรง แต่ไม่ได้ทำให้ไขมันในส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่เราอยากให้ลดแบบเจาะจงลดน้อยลงไป เพราะร่างกายไม่มีระบบการลดน้ำหนักเฉพาะส่วน

     เนื่องจาก เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ก็จะเกิดกระบวนการดูดซึมสารอาหารไปไว้ที่ต่าง ๆ ตามลำดับ อาจเริ่มเก็บกักพลังงานไว้ที่แขน, ขา, หน้าท้อง, ใบหน้า, ก้น หรือ แม้แต่ส่วนอื่น ๆ ไปตามลำดับ ซึ่งลำดับการจัดเก็บเหล่านี้ ไม่แน่นอนตายตัว จะขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแต่ละคน ดังนั้น เมื่อเรา ออกกำลังกาย การเผาผลาญเหล่านี้ ก็จะเผาผลาญไปตามลำดับที่ร่างกายเห็นตามสมควร ไม่ได้ขึ้นตรงกับส่วนใดส่วนหนึ่ง ส่วนหากใคร กำลังอยากให้ไขมันหาย และ ให้กล้ามเห็นชัดขึ้น อาจต้องเริ่มต้นกันที่อาหารการกินเป็นส่วนสำคัญ กินให้น้อย ออกแรง ออกกำลังกาย ให้เยอะกว่าพลังงานที่ทานเข้าไป แค่นี้คุณก็สามารถลดไขมัน และ สร้างกล้ามเนื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ยกเวทหนัก ๆ ไม่ได้ทำให้มีกล้ามเนื้อโต

     คุณฟังไม่ผิดแน่นอน หลาย ๆ คนคิดว่าการยกเวทหนัก ๆ จะทำให้คุณมีมัดกล้ามเนื้อใหญ่สวยสตรอง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องมากนัก เพราะการยกเวทหนัก ๆ ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าจะทำให้คุณมีกล้ามเนื้อใหญ่เสมอไป แต่การยกเวทแบบหนัก ๆ แบบต่อเนื่อง จะเป็นการกำจัดไขมันส่วนเกิน ทำให้กล้ามเนื้อของคุณมีความอดทน แข็งแรง และ ฟิตแน่นมากขึ้น

     อย่าลืมว่าเรื่องรูปร่าง สรีระพื้นฐานของผู้หญิงนั้น ไม่ได้มีพื้นฐานตัวใหญ่ ร่างกำยำแบบผู้ชาย อีกทั้งโครงสร้างตามธรรมชาติของผู้หญิงนั้น มีกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชายมาก ทำให้ความแข็งแรงโดยรวมนั้นน้อยกว่าผู้ชาย จึงไม่สามารถปั้นกล้ามให้ดูแข็งแรง ใหญ่โตได้แบบผู้ชายแน่นอน ยกเว้นว่าคุณจะฉีดฮอร์โมนเพศชาย Testosterone และ ควบคุมการกินอาหารแบบเคร่งครัด ดังนั้น สำหรับผู้หญิงแล้ว ควรยกเวทแบบน้ำหนักที่เบา แต่ทำแบบซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว

 

คาร์ดิโอ ไม่ใช่หนทางการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด

     หากคุณกำลังวิ่งอย่างหนักหน่วงบนลู่วิ่ง หรือ ออกกำลังกาย อย่างหนักหน่วงในแบบของ คาร์ดิโอ แต่คุณกลับไม่เห็นผลลัพธ์ ถึงน้ำหนักตัวที่ลดลงนั้น เราขอแนะนำว่าควรหยุด ออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ แล้วไป ออกกำลังกาย หรือ ทำวิธีอื่น ๆ ที่ได้ผลจะดีกว่า

     การ ออกกำลังกาย ที่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่า คาร์ดิโอ นั้น คือการ ออกกำลังกาย แบบ Strength Training คือ การ ออกกำลังกาย สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ หรือ แบบแอนแอโรบิก  เป็นการ ออกกำลังกาย ที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญพลังงาน จำพวกเดียวกับการ ออกกำลังกาย แบบ HIIT Strength Training ยังช่วยเพิ่มระดับเมตาบอลิซึม ในการเผาผลาญแคลอรี่หลังการ ออกกำลังกาย ยาวนานถึง 38 ชั่วโมง หลังจากออกเสร็จ ต่างจาก คาร์ดิโอ ที่เผาผลาญไขมันจริง เฉพาะขณะ ออกกำลังกาย แต่เมื่อหยุด ออกกำลังกาย ก็จะหยุดเผาผลาญไปด้วย ขณะที่ ออกกำลังกาย แบบ Strength Training ก็อาจทำให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ อาจฉีกขาดจากการ ออกกำลังกาย ซึ่งทำให้ร่างกายต้องใช้เวลา 24 - 48 ชม. ในการฟื้นฟูมัดกล้ามใหม่ ๆ ซึ่งกระบวนการนี้ ยังต้องใช้พลังงานในร่างกาย จึงดึงเอาพลังงานตามกล้ามเนื้อส่วนเกิน มาใช้ในกระบวนการดังกล่าว ถึงแม้คุณจะนอนหลับอยู่

     แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าแม้การ ออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ หรือ จะเป็นการ ออกกำลังกาย แบบ Strength Training ก็ยังไม่ได้ผลเท่าการควบคุมอาหารการกิน เพราะรูปร่างของคุณ 70% นั้น ขึ้นอยู่กับอาหาร และ โภชนาการที่ดี การกินอาหารที่ครบหมู่ อย่างพอเหมาะ และ พอดี จะทำให้ร่างกายของคุณมีสุขภาพที่ดีได้

 

     นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องรู้ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสร้ามกล้ามเนื้อต่อไป และ หากคุณกำลังมองหาสถานที่ ออกกำลังกาย เราขอแนะนำ “ FIT24 ” เราเปิดให้บริการ ฟิตเนส ( Fitness ) ครบวงจร พร้อมเปิดบริการให้คุณมา ออกกำลังกาย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ในรูปแบบ วิ่ง ดีขนาดไหนต่อร่างกายของเรา

ออกกำลังกายลดไขมันส่วนเกิน

อัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมาะสม ขณะ ออกกำลังกาย

อัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมาะสม ขณะ ออกกำลังกาย

ขณะที่เรา ออกกำลังกาย การทำงานของ หัวใจ และปอดของเรา จะมีการทำงานที่หนักมากขึ้น เราจึงควรรู้ อัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมาะสม ขณะทำการออกกำลังกาย

 

อัตราการเต้นของหัวใจ ( Heart Rate ) หรือ ชีพจร คือ การสูบฉีดเลือดของหัวใจ เพื่อนำสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยง ส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจปกติ จะมีค่าแตกต่างกันไป ในแต่ละช่วงวัย ดังต่อไปนี้

 

  • ช่วงแรกเกิด - 1 เดือน : 120 - 160 ครั้งต่อนาที
  • ช่วงอายุ 1-12 เดือน : 80 -140 ครั้งต่อนาที
  • ช่วงอายุ 1-2 ปี : 75 - 120 ครั้งต่อนาที
  • ช่วงอายุ 6-12 ปี : 75 -110 ครั้งต่อนาที
  • ช่วงวัยรุ่น - วัยผู้ใหญ่ : 60 - 100 ครั้งต่อนาที

 

จำนวนครั้ง ของ อัตราการเต้นของหัวใจ นับผ่าน การเต้นของหลอดเลือดแดง ในระยะเวลา 1 นาที โดยตำแหน่งของชีพจร สามารถตรวจพบได้หลายแห่งในร่างกาย ตามส่วนที่หลอดเลือดแดงอยู่ใกล้ หรือตื้นกับผิวหนัง เช่น บริเวณขมับ ด้านข้างลำคอ ข้อมือ ข้อพับเข่า ข้อเท้า และ หลังเท้า โดยบริเวณที่สามารถตรวจพบง่าย และสะดวกที่สุด คือ บริเวณข้อมือ ซึ่งตรงกับบริเวณที่เราสวมนาฬิกา นั่นเอง

 

อัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสม ขณะออกกำลังกาย

 

ขณะปกติที่เรายังไม่ได้ออกกำลังกาย หรือใช้แรงมาก ชีพจรของร่างกาย อยู่ที่ประมาณ 60 - 100 ครั้งต่อนาที สำหรับ วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ เมื่อเราออกกำลังกาย ชีพจร อาจขึ้นเป็นประมาณ 100 - 140 ครั้งต่อนาทีได้ ซึ่งชีพจร หรืออัตราการเต้นของหัวใจนั้น สามารถบ่งบอก คุณภาพของการออกกำลังกาย ได้ว่ามีความพอดีที่ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงได้ รวมถึงการเผาผลาญไขมันส่วนเกินด้วย โดยต้องออกกำลังกายให้มีชีพจรอยู่ที่ 60-80% ของชีพจรสูงสุด

 

การคำนวณ ชีพจรสูงสุด

 

ชีพจรสูงสุด ขณะออกกำลังกาย สามารถคำนวณได้จาก 220 ลบกับอายุของคุณ

ยกตัวอย่าง : หากคุณมีอายุ 30 ปี จะมีชีพจรสูงสุดของคุณ เท่ากับ 220 - 30 = 190 ครั้งต่อนาที คำนวนชีพจรเป้าหมายในช่วง 60-80% โดยคูณ 0.6 หรือ 0.8 ดังนี้

 

60 % -- 0.6 * 190 = 114 ครั้งต่อนาที

80 % -- 0.8 * 190 = 152 ครั้งต่อนาที

 

ซึ่งวิธีนี้จะคำนวณได้ไวกว่าแบบแรก และมีค่าตรงกัน จากการคำนวณ สรุปได้ว่า คนที่อายุ 30 ปี ควรออกกำลังกายให้มีค่าชีพจรอยู่ระหว่าง 114 - 152 ครั้งต่อนาที จึงจะมีประสิทธิภาพ และดีต่อการเต้นของหัวใจมากที่สุด

 

การออกกำลังกาย หากวัดค่าชีพจรได้ ต่ำกว่า 50% ของชีพจรสูงสุด จะบ่งบอกได้ว่า การออกกำลังกายของคุณยังมีประสิทธิภาพที่ไม่มากพอ และหากชีพจรเกิน 80% ขึ้นไปของชีพจรสูงสุด จะเป็นอันตรายต่อหัวใจได้ เพราะหัวใจทำงานหนักมากขึ้น

 

ผู้ที่ออกกำลังกาย จึงควรหมั่น สังเกตชีพจรของตนเอง ขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะ ผู้ที่ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ( Cardio ) เนื่องจาก การออกกำลังกาย ในรูปแบบนี้ เน้นส่งเสริม ความแข็งแรงและการทำงานของหัวใจและปอดให้สามารถนำออกซิเจนมาใช้ได้มากขึ้น และช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ มากกว่าการออกกำลังกายรูปแบบอื่น นั่นเอง  ซึ่งหากใครมีนาฬิกาอัจฉริยะ หรือสายรัดข้อมือสุขภาพ ก็จะสามารถเช็คอัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจรได้อย่างง่ายดาย และสะดวก มากขึ้น

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย ในรูปแบบ วิ่ง ดีขนาดไหนต่อร่างกายของเรา

ออกกำลังกายลดไขมันส่วนเกิน

ออกกำลังกายลดไขมันส่วนเกิน

ออกกำลังกายลดไขมันส่วนเกิน

ไขมันส่วนเกิน เป็นไขมันส่วนที่ไม่อันตรายต่อสุขภาพ แต่เป็นไขมันส่วนที่ทำให้เรามีหุ่นที่ไม่สวย เช่น พุง เหนียง ไขมันที่แก้ม ไขมันที่ท้องแทน และ สิ่งที่สาว ๆ กังวลมากที่สุด คือ ไขมันที่ขา หรือ เซลลูไลท์ที่เรารู้จักกันดี คือ ผิวเปลือกส้ม สิ่งเหล่าเราสามารถจัดการได้ โดยการออกกำลังกาย และ การควบคุมการกิน

 

วันนี้ เราจะพูดเรื่องของการออกกำลังกาย การออกกำลังกายนั้น เป็นสิ่งที่เราทำได้ง่าย อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ เช่น การเดิน การวิ่ง การเล่นเวท การเต้นแอโรบิค การออกกำลังกายที่หลากหลาย อย่างแตกต่างกันออกไป แล้วการออกกำลังกายแบบไหน เหมาะสม กับการลดไขมันส่วนเกิน

 

1. แอโรบิค

การออกกำลังกาย แบบ แอโรบิค คือ การออกกำลังกาย ที่เราต้องหายใจไปด้วย เพื่อนำออกซิเจน ไปช่วยเผาผลาญ ช่วยลดไขมันส่วนเกินได้ดี การออกกำลังกายแบบ แอโรบิค นั้นควรออกให้ได้อย่างต่ำ 150 นาที ต่อสัปดาห์ หรือ วันละ 20 – 30 นาทีต่อวัน แต่ ถ้าต้องการลดให้เร็วกว่านั้น ก็สามารถ ออกกำลังเพิ่มเป็นวันละ 60 นาที เช่น การเดิน การวิ่ง ปั่นจักรยาน เต้น การออกกำลังแบบ แอโรบิค ต้องเน้นการออกกำลังที่เบา แต่นาน เพราะการออกกำลังกายที่เบา และ ใช้เวลานาน ๆ เป็นการทำให้ร่างกาย เผาผลาญไขมัน

ข้อแนะนำ สำหรับมือใหม่ ไม่ควร หักโหมมากเกินไป ควรออกกำลังกาย เท่าที่ไหว หรือ เริ่มออกกำลังกายเบา ๆ

 

2. เล่นเวท

หลาย ๆ คน มักมีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการเล่นเวท ว่าการเล่นเวทนั้น ช่วยในการลดไขมัน และ อีกหนึ่งความเชื่อ ที่หลาย ๆ คน มักเข้าใจผิด คือ การเล่นเวททำให้กล้ามใหญ่ แต่การเล่นเวทนั้น ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อ และ เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อให้ใช้เป็นตัวช่วยในการ เผลาผลาญไขมันในร่างกาย การเล่นเวท ไม่ช่วยในการเผาผลาญไขมันได้ดีในระยะสั้น แต่ ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีในระยะยาว ได้ดี การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง คนรออกกำลังกาย 2 – 3 วัน วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ควรมีวันพักร่างกาย 2 – 3 วัน เพื่อให้ร่างกายได้มีการพักผ่อน และ สร้างกล้ามเนื้อ เพื่อใช้ในการเผาผลาญ การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่งนั้น ควรที่จะ โฟกัสไปที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น อก ขา และ หลัง เพราะกล้ามเนื้อเหล่านี้ เป็นกล้ามมัดใหญ่ ที่ช่วยในการเผลาผลาญไขมัน ในระยะยาวได้ดี  

ข้อแนะนำ ในช่วงเริ่มต้น ควรเลือกน้ำหนัก ที่เหมาะสม ไม่ควรเลือกน้ำหนักที่หนักเกินไป เพราะ อาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ จากการเล่นเวท และ หนักไปกว่านั้น คือ อาจจะเกิดการบาดเจ็บเรื้อรังได้ 

 

3. เพิ่มการเผาผลาญ ระหว่างวัน

นอกจากการ ออกกำลังกายที่เป็นกิจจะลักษณะแล้ว การขยับร่างกายระหว่างวัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยในการเผาผลาญ ไขมัน เนื่องจากการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เหล่านี้ ทำได้ง่าย เพราะไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยในการออกกำลัง เช่น การขยับร่างกายในส่วนต่าง ๆ การเดิน ไปในไกล ๆ ในช่วงเวลาพัก หรือ มีการทำ ชาเลนจ์เดินวันละ 20,000 ก้าว อีกทั้งการขยับร่างกาย ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และ คลายเครียดได้ดี

 

การออกกลังกายอย่างถูกวิธี และ ปลอดภัย

 

1. ต้องอบอุ่นร่างกาย ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และ ป้องกันการเกิดอาการ บาดเจ็บจากการออกกำลังกาย เช่น การเดิน ยืดแขน ยืดขา

2. เลือกการออกกำลังกาย ที่เหมาะสม และ สะดวก

3. ไม่ควรออกกำลังมากเกินไป จนหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้

4. หลังออกกำลังกายเสร็จ ไม่ควรหยุด ทันที แต่ควรที่จะมีการผ่อน หรือ เบาอาการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายได้มีการกลับสู่สุขภาพเดิม หากหยุดทันทีอาจเกิด อาการที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

5. ควรจิบน้ำ ระหว่างออกกำลังกาย เพื่อทดแทนเหงื่อที่เสียไป

 

การออกกำลังกาย ช่วยให้ลดไขมันส่วนเกินได้จริง แต่ถ้าหาก ออกกำลังกายกไปแล้วน้ำหนักคงที่ ต้องมีการเพิ่มจำนวนระวะเวลา หรือ น้ำหนักที่หนักขึ้น เพื่อ ให้ร่างกายได้พัฒนาต่อ เพราะไม่งั้น ร่างกายจะมีการเผาผลาญที่เท่าเดิม และ ถ้าอยากให้การออกกำลังกาย เห็นผลเร็วขึ้น ต้องมีการปรับการกินควบคู่กันไปด้วย เพราะ การควบคุมการกิน ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่เราสามารถเริ่มต้น ได้โดยไม่รอ นอกจากการกควบคุมการกิน และ การออกกำลังกายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจด้วย คือ การนอนหลับ ควรหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้มีการพักฟื้นจากอาการเหนื่อยล้า จากการอออกกำลังกาย และ ในระว่างวัน ควรมีกิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน จะให้การออกกำลัง มีประสิทธิภาพมากขึ้น การลดไขมันยังต้องอาศัย ความตั้งใจ วินัย และ ความสม่ำเสมอ อย่างต่อเนื่อง เพราะร่างกายจะเกิดจดจำ เผาผลาญได้ดี

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รู้หมือไร่ เป็น โรคกระดูกพรุน เล่น ฟิตเนสได้

อาการจุกขณะวิ่งที่ฟิตเนสมาจากอะไร

ออกกำลังกาย ในรูปแบบ วิ่ง ดีขนาดไหนต่อร่างกายของเรา

ออกกำลังกาย ในรูปแบบ วิ่ง ดีขนาดไหนต่อร่างกายของเรา

การ ออกกำลังกาย แน่นอนว่า มันมีอยู่มากมายหลากหลายวิธีการ และแต่ละวิธีการ ก็จะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ของเราที่แตกต่างกัน ออกไป แต่วันนี้เราจะมาพูดกิจกรรม ออกกำลังกายที่เป็นการ วิ่ง

 

            การ ออกกำลังกาย ด้วยการกิจกรรมการ วิ่ง มันถือ เป็นการ ออกกำลังกาย ที่ยอมรับเลยว่า ได้รับ ความนิยมกันอย่างมาก และ โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้ ที่ต้องการ ลดน้ำหนัก หรือ กลุ่มคนที่ต้องการ ลดความอ้วน  และ ซึ่งประโยชน์ของการวิ่งมัน มีมากกว่านั้น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ได้  และวันนี้เราจะ พาคุณไป หาคำตอบกันว่า การทำกิจกรรม ออกกำลังกาย นั้น ในรูปแบบ การวิ่ง มันให้อะไรแก่ร่างกาย ของเราได้บ้าง และ ถ้าหากให้ เรานึกถึง วิธีการออกกำลังกายที่ง่าย สะดวกสบาย และ แถมเรา ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย และ คงหนีไม่พ้นการวิ่ง เพราะ เพียงแค่คุณ แต่งตัวให้สบาย กระชับ และ เลือกรองเท้าที่ หั้นเหมาะ สมกับการวิ่งมากที่สุด มัน ก็สามารถออกวิ่งได้ทันที และ ซึ่งการวิ่ง ไม่ว่าคุณจะวิ่งอยู่บน ลู่วิ่งไฟฟ้า หรือ ในฟิตเนส ( Fitness ) หรือ รวมไปถึง ออกไป วิ่งรับลม ตามธรรมชาติ ก็ล้วนแต่ได้ประโยชน์เหมือนกัน โดยการวิ่ง จะเป็นการออกกำลังกาย ที่มีประโยชน์ ดังต่อไปนี้

 

สามารถ ช่วย เพิ่มการเผาผลาญให้กับร่างกาย ของเราได้เป็นอย่างดี

 

            การออกกำลังกาย ด้วยการ วิ่ง เป็นรูปแบบหนึ่งใน การออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ ( Cardio ) ที่ มันสามารถไป ช่วย ในเรื่องของการ กระตุ้น การเผาผลาญ รวมไปถึง พลังงาน ภายในร่างกาย ของเราได้ เป็นอย่างดี และ จากการเคลื่อนที่ด้วยการ วิ่ง หรือ การเดินเร็ว นั่นเอง การวิ่ง ที่ทำให้เกิด การเผาผลาญพลังงาน ในร่างกาย ของเรา และแถมมันยัง สามารถไป ช่วยทำให้ร่างกาย ของเรา สามารถ เผาผลาญ ไขมันส่วนเกิน หรือที่เรียกว่า " การเบิร์นไขมัน " และ ออกจากร่างกาย ของเรา ได้เป็นอย่างดี และรวดเร็ว อีกด้วย 

 

ช่วยให้ ปอด หัวใจ แข็งแรงขึ้นได้

 

            อย่างที่ เราบอกไปว่า การ วิ่ง หรือ การเดินเร็ว นั้นมันจะ เป็นการ ออกกำลังกาย ในรูปแบบ ของ คาร์ดิโอ ( Cardio ) รูปแบบหนึ่ง ที่มันจะ สามารถไป ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของหัวใจ และ รวมไปถึง ปอดได้ เพราะ เนื่องจาก ขณะที่ เราทำการ วิ่ง  มันจะไปทำให้ หัวใจ และ รวมไปถึง ปอด จะมีการทำงาน มากยิ่งขึ้นกว่า การทำกิจกรรมปกติ และ ในชีวิตประจำวัน การวิ่ง มันยัง จะสามารถไป ช่วย ในเรื่องของ การกระตุ้น อัตราการเต้นของหัวใจ และ แถมมันยัง ช่วยปรับความดันโลหิต มันเลยสามารถที่จะ ช่วยให้หัวใจ ของเรา สามารถ แข็งแรงขึ้นได้ นั่นเอง

 

สามารถไป ช่วยในเรื่องของการ เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และ กระชับ

 

            แน่นอนว่า การ ออกกำลังกาย ด้วยการ วิ่ง หรือ การเดินเร็ว เป็นประจำ มันก็ จะ สามารถไป ทำให้ สามารถ ที่จะไป สร้าง ความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อได้ ของร่างกาย ของเราได้เป็นอย่างดี และยัง รวมไปถึง สร้างความกระชับ ให้กับกล้ามเนื้อ ในร่างกาย ของเรา แถมมันยังเป็นเป็นผล มาจาก การเผาผลาญไขมัน ของร่างกายที่เพิ่มขึ้น ในกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะ แค่ส่วนขา   

 

            เป็นยังไงกันบ้าง  แค่การ วิ่ง หรือ การเดินเร็ว ก็เป็นการ ออกกำลังกาย ที่ทำให้ ร่างกาย ของเรา แข็งแรงได้แล้ว ดังนั้น ในหนึ่งวัน เราควร แบ่งเวลามา ออกกำลังกาย ประมาณ วันละ 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อให้ ร่างกาย ของเรา มีการเผาผลาญ พลังงาน ส่วนเดิน ออกไป นั่นเอง

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ใน ฟิตเนส ( Fitness )

ข้อดี ของการ ออกกำลังกายตอนกลางคืน

 

 

หลักการเลือกใช้ น้ำหนัก ยกเวท ให้เหมาะกับตัวคุณ

หลักการเลือกใช้ น้ำหนัก ยกเวท ให้เหมาะกับตัวคุณ

หากต้องการ ออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แน่นอนว่า หลายคนเลือก ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง หรือการ ยกเวท ที่ผู้เล่น จะต้องรู้หลักการเลือกใช้ น้ำหนัก ให้เหมาะสมกับตัวคุณเอง เพื่อให้กล้ามเนื้อสามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม และเต็มที่ได้

 

การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) หรือที่หลายคนรู้จักกันดีว่า การเล่นเวท หรือ ยกเวท ซึ่งการออกกำลังกาย ในรูปแบบนี้ จำเป็นต้องใช้ “น้ำหนัก” ( Weight ) จากอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างดัมเบล, บาร์เบล, ฟิตบอล หรือการใช้เครื่องเล่นแบบ แมชชีน ในการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ  การเลือกใช้ น้ำหนัก ให้เหมาะสมในอุปกรณ์ หรือเครื่องเล่นเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ผู้ออกกำลังกาย ควรรู้หลักในการเลือกใช้

 

ก่อนอื่น ผู้ออกกำลังกาย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ออกกำลังกาย แต่ละคน ที่ออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ล้วนมีปัจจัยทางด้านร่างกาย ที่แตกต่างกันไป ทั้งอายุ เพศ น้ำหนัก และส่วนสูง ล้วนมีผลต่อ “การใช้แรง” ในการยกน้ำหนักได้ เช่น ผู้ที่มี น้ำหนักมาก จะมีแรงในการยกน้ำหนักได้ มากกว่า คนที่มีน้ำหนักน้อย เป็นต้น ทั้งนี้ ยังรวมไปถึง รูปแบบ การใช้ชีวิตในแต่ละวันของแต่ละคน ที่มีผลต่อ การใช้แรง ยกน้ำหนักได้ เช่น ผู้ที่ผ่านการใช้แรง ผู้ที่พักผ่อนมาน้อย หรือผู้ที่รับประทานอาหารมาน้อย ก็อาจมี แรงในการยกน้ำหนัก ที่น้อยกว่า คนปกติ ได้เช่นกัน

 

เมื่อผู้ออกกำลังกาย แต่ละคน มีความแตกต่างกันในเรื่องเหล่านี้ การเลือกใช้ น้ำหนัก ของแต่ละคน ในการยกน้ำหนัก หรือยกเวท ก็ย่อมแตกต่างกันไป หลักในการเลือกใช้น้ำหนัก ( Weight ) นั้น จึงไม่สามารถระบุได้ตายตัวหากเล่นตามสูตร แต่ก็สามารถ เลือกใช้ น้ำหนัก ของอุปกรณ์ และเครื่องเล่นต่าง ๆ ได้ โดยยึดหลัก ดังต่อไปนี้

 

น้ำหนักที่เหมาะสม ในการยกแต่ละเซต ต้องเป็นน้ำหนัก ที่เราสามารถ ยกได้ประมาณ 10 - 12 ครั้ง แล้วหมดแรงเล่นพอดีต่อเซต ซึ่งจำนวนครั้ง 10 - 12 ครั้ง ( rep ) ก็เป็นช่วงความถี่ ที่เหมาะสมในการเล่น ในแต่ละเซต และแต่ละท่าก็ควรมีการเล่นได้ 3 - 5 เซต ( set ) มากน้อย ขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นในการเล่น หากน้ำหนักที่เล่นมีน้ำหนักมากเกินไป จะส่งผลให้ กล้ามเนื้อบาดเจ็บ หรือปวดกล้ามเนื้อได้ หรือหากน้ำหนักเบาเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถ พัฒนาได้เท่าที่ควร

 

สรุปง่าย ๆ อีกครั้ง ก็คือ น้ำหนัก ( Weight ) ที่เหมาะสม ในการยกแต่เซต เราต้องสุ่มยกน้ำหนัก เพื่อหาน้ำหนักที่เหมาะสม นั่นเอง หากเรายกได้เกิน 12 ครั้งก็ให้ลองปรับน้ำหนักขึ้น 1 - 2 กิโลกรัม หรือหากยกได้น้อยกว่า 10 ครั้ง ให้ลดน้ำหนักของอุปกรณ์ลง 1 - 2 กิโลกรัม เช่นกัน โดยอุปกรณ์ หรือเครื่องเล่นยกน้ำหนัก อย่างดัมเบล หรือบาร์เบล สามารถปรับน้ำหนักตามที่ต้องการ ได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

 

นอกเหนือจาก น้ำหนัก ( Weight ) ที่มีความสำคัญ การพักระหว่างเซต ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย โดยผู้ที่ฝึกเพื่อความคงทน ควรพักเซตละ ประมาณ 30 - 60 วินาที และ ผู้ที่ฝึกเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ควรพักเซตละ ประมาณ 60 - 90 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่ทำให้พอหายเหนื่อย และพร้อมที่จะยกน้ำหนักในเซตต่อไป ทั้งนี้ เวลาในการพักระหว่างเซตขึ้นอยู่กับขนาดของกล้ามเนื้อด้วย โดยหากเป็นการเล่นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างเช่น อก ขา หลัง ให้ใช้เวลาพักที่นานกว่าการเล่นกล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่างเช่น แขน ไหล่ สะบัก เป็นต้น

 

การเล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ไม่จำเป็น ต้องใช้อุปกรณ์ ในการเล่นได้ โดยผู้เล่นสามารถใช้ น้ำหนักของตนเอง เป็นการเพิ่มแรงต้านให้กับกล้ามเนื้อได้ ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า บอดี้เวท ( Bodyweight ) มีข้อดี คือ สะดวกในการออกกำลังกาย เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องเล่นใดเลย แต่มีข้อเสีย คือ น้ำหนักของตนเอง จะเป็นน้ำหนักคงที่ในการเล่น ทำให้เพิ่มน้ำหนักขณะเล่นได้ยาก

 

ทั้งนี้ เมื่อคุณ เล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) หรือ การยกเวท ไปได้ในระยะหนึ่ง ประมาณ 2-3 เดือน ความสามารถใน การใช้แรง ยกน้ำหนัก ของคุณ จะดียิ่งขึ้น ทำให้ยกน้ำหนักได้ จำนวนครั้งที่มากกว่าเดิม คุณจึงควร ทำการเพิ่มน้ำหนักในการเล่น ให้ยกน้ำหนักได้ 10-12 ครั้งดั่งเดิม เพื่อให้กล้ามเนื้อมีพัฒนาการในการเติบโต และแข็งแรงมากยิ่งขึ้นได้

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข้อดีจากการออกกำลังกาย ในวันนั้นของเดือน

แนะนำ ฟิตเนส ( Fitness ) เปิด 24 ชั่วโมง ศรีนครินทร์

ข้อดีจากการออกกำลังกาย ในวันนั้นของเดือน

ข้อดีจากการออกกำลังกาย ในวันนั้นของเดือน

สำหรับสาว ๆ ทุกคนใน 1 เดือนนั้นจะต้องเจอกับอาการที่เรียกว่า ประจำเดือน เป็นสิ่งที่ต้องเจอและไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่ก็มีสาว ๆ บางกลุ่มที่สงสัยว่าในช่วงที่เป็นประจำเดือน หรือ เมนส์นั้น สามารถออกกลังกายได้ไหม แล้วมีวิธีการออกกำลังกายอย่างไร

 

วันนี้ของเดือนเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สาว ๆ นั้น มีหลากหลายอาการในวันเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในเพศหญิง การเป็นประจำเดือนนั้น เปรียบเสมือนกับการการถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งปวดท้อง ไม่สบายตัว เบื่อง่าย และอารมณ์เสีย แล้วการออกกำลังกายนั้นส่งผลดี ต่อร่างกายอย่างไร

 

ข้อดีจากการออกกำลังกาย

  • ช่วยลดกลุ่มอาการก่อนเป็นประจำเดือน เช่น ท้องอืด เป็นตะคริว ปวดศีรษะ ปวดหลัง คัดหน้าอก การออกกำลังกายแบบแอโรบิกสามารถทำให้ช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
  • เพิ่มการหลั่งสาร Endorphin หรือการหลั่งสารแห่งความสุข จะช่วยปรับอารมณ์ทำให้รู้สึกดี อีกทั้งสาร Endorphin ยังถือว่าเป็นสารแก้ปวดจากธรรมชาติ
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด เนื่องจากการออกกำลังกาย ทำให้หัวใจเต้นแรงสูบฉีดเลือดได้เป็นอย่างดี จึงช่วยบรรเทาอาการ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ปวดท้อง
  • ช่วยนอนหลับได้ดีขึ้น การออกกำลังกายนั้นช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เช่น การเดิน ออกกำลังกายเบา ๆ

 

แนวทางการออกกำลังกาย

  1. โยคะ

ในช่วงที่มีประเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเป็นตะคริว การเล่นโยคะ ช่วยยืดกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ

  1. ออกกำลังกาย คาร์ดิโอ

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่นการเดิน การวิ่งจ๊อกกิ่ง การเต้นแอโรบิกแบบเบา ๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งการคาร์ดิโอยังช่วยสร้าง การทำงานของหัวใจ ปอดและหลอดเลือด

  1. ปั่นจักรยาน

การปั่นจักรยานช่วยให้ได้เจอบรรยากาศใหม่ ๆ เจอกลุ่มเพื่อนได้พูดคุย ได้ออกไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้ดีขึ้น และช่วยลดความเครียดได้

 

ข้อแนะในการออกกำลังสำหรับผู้หญิงที่มีรอบเดือน

  1. ไม่หักโหม

เนื่องจาก ในช่วงที่เป็นประจำเดือนผู้หญิงนั้นจะมีความอ่อนแอจากการเสียเลือกมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกกำลังเบา ๆ เพราะแต่ละคนมีความแข็งแรงที่ต่างกัน บางคนเสียเลือดมาก บางคนเสียเลือดน้อย บางคนปวดท้องบางคนไม่ปวดท้อง ดังนั้นก่อนออกกำลังกายจึงต้องมีการพิจรณาตัวเอง ก่อนที่จะออกกำลังกาย หักโหมมากเกินไป อาจจะส่งผลลเสียมากกว่าผลดี

  1. สวมผ้าอนามัยแบบกลางคืนขณะออกกำลังกาย

เพราะการออกกำลังกาย ต้องมีการยืดตัว มีการบิดตัว มีการขยับตัวหลากหลายท่า ผ้าอนามัยแบบกลางคืนจึงจำ เพื่อไม่ให้เลือดเปอะเปื้อนกางเกง

  1. ดื่มน้ำ

ให้ได้ตามปริมาณที่ต้องการตามที่ร่างกายต้องการต่อ 1 วัน ประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน หรือสำหรับสาว ๆ คนไหนที่ต้องการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร

  1. ทานผัก และผลไม้

ผลไม้ที่แนะนำที่ควรทาน เช่น แอปเปิ้ล องุ่น กล้วย และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ วิตามินและ น้ำตาล จากผลไม้นั้นทำให้ร่างกายได้รับความผ่อนคลายจากน้ำตาลที่ได้รับ

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ

เนื่องจากการมีประจำเดือนนั้นเป็นการเสียเลือดมาก จึงทำให้มีอาการที่เหนื่อยล้า จากการเสียเลือดดังนั้นจึงควรที่จะมีการพักผ่อนให้เพียงพอ

 

การออกกำลังกายสำหรับผู้หญิงที่เป็นประจำนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ทั้งในเรื่องของ สถานที่ออกกำลังกาย อุปกรณ์เครื่องแต่งกาย และต้องมีการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี เพื่อลดการบาดเจ็บจากการออกกลังกาย  

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

ความสำคัญ ของ การคาร์ดิโอ

รองเท้า ออกกำลังกาย สำคัญมาก

แนะนำ ฟิตเนส ( Fitness ) เปิด 24 ชั่วโมง ศรีนครินทร์

แนะนำ ฟิตเนส ( Fitness ) เปิด 24 ชั่วโมง ศรีนครินทร์

น้อยที่นักที่จะเปิด ฟิตเนส ( Fitness ) 24 ชั่วโมง แต่ไม่ใช่กับที่ที่เราจะแนะนำค่ะ ศรีนครินทร์ ฟิต24 เปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด แถมยังมีเทรนเนอร์ดี ๆ ไว้คอยแนะนำการ ออกกำลังกาย ให้เราอีกด้วย

 

     ศรีนครินทร์ ฟิต24 หรือ ศรีนครินทร์ ฟิตเนส ( Fitness ) 24 ชั่วโมง เป็นสถานที่ให้บริการ ฟิตเนส ( Fitness ) ชั้นนำที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในทุก ๆ วัน ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคนพร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตร และ ความจริงใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี และ เสริมสร้างสมรรถนะของร่างกาย สามารถออกกำลังกาย ต่อยมวย และ ฟิตเนส ( Fitness ) ครบวงจรพร้อมอุปกรณ์ ออกกำลังกาย ที่ดีที่สุดที่คัดสรรมาให้ชาว ฟิตเนส ( Fitness ) ได้ออกกำลังกายกันอีกด้วย

 

         ศรีนครินทร์ ฟิต24 อยู่ที่ไหน ?

สถานีบริการน้ำมันบางจาก ศรีนครินทร์ 1

887 หมู่ที่ 5 ถนนศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

( อยู่ด้านในปั้มบางจาก ถนนศรีนครินทร์ )

โทร : 02 136 0966

 

         ศรีนครินทร์ ฟิต24 เดินทางไปยังไงได้บ้าง ?

-รถแท็กซี่

-รถสามล้อ

-วินมอเตอร์ไซค์

-รถยนต์ส่วนตัว ( มีบริการที่จอดรถ )

-รถโดยสารประจำทาง

 

          ศรีนครินทร์ ฟิต24 มีเครื่องออกกำลังกายอะไรบ้าง ?

1. เครื่องปั่นจักรยาน

     เครื่องปั่นจักรยานเป็นเครื่องออกกำลังกายสำหรับคนที่ต้องการลดต้นขา สร้างกล้ามเนื้อตรงส่วนเอว สะโพก ขา นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจอีกด้วย เพราะด้วยแรงปั่นจากขาของเราจะช่วยให้ทุกส่วนกระชับไม่ยาก แต่ควรมีการปรับระดับเบาะกับแฮนด์ให้พอดีกับขนาดร่างกาย และตั้งความหนักให้ตรงกับความสามารถของผู้ใช้งาน

2. ลู่วิ่งไฟฟ้า

     ลู่วิ่งไฟฟ้าจะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้ทั้งการเดินและการวิ่ง เพิ่มสมรรถภาพด้านการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ หากใครต้องการลดความอ้วน เครื่องออกกำลังกายชนิดนี้สามารถเบิร์นไขมันออกได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

3. อุปกรณ์สร้างกล้ามเนื้อ

     สำหรับเครื่องออกกำลังกายชนิดนี้ จะมีฟังก์ชั่นการทำงานที่ค่อนข้างจะซับซ้อน เล่นได้หลายท่า ในการบริหารร่างกาย และสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ แต่ถ้าใครได้ลองเล่น และทำความเข้าใจวิธีการเล่นจะรู้เลยว่าง่าย

     เครื่องออกกำลังกายชนิดนี้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อทำให้รูปทรงดูดี กระชับกล้ามเนื้อ ลดพุงลดไขมัน ลดการปวดข้อ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ในการใช้เครื่องออกกำลังกายแต่ละชนิดใน ฟิตเนส ( Fitness ) นั้นเพื่อความปลอดภัย ถ้าไม่เข้าใจวิธีการใช้ สามารถขอคำแนะนำจากเทรนเนอร์ได้ตลอดเวลา

4. เครื่องเดินวงรี

     เครื่องออกกำลังกายที่มีข้อเด่นในเรื่องของการกระชับสัดส่วนทั่วทั้งร่างกาย และเป็นอุปกรณ์เครื่องออกกำลังกายแบบไร้แรงกระแทก ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย การออกกำลังกายด้วยเครื่องเล่นวงรีให้ได้ประโยชน์และถูกต้อง สิ่งแรกที่ควรทำนั้นก็คือการวอร์มอัพร่างกายเพื่อที่จะยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ประมาณ 5 - 10 นาทีค่ะ

5. ม้านั่งซิทอัพ เตียงซิทอัพ

     ม้านั่งซิทอัพ / เตียงซิทอัพ เป็นเครื่องออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่งที่เล่นง่าย ประโยชน์ของเครื่องออกกำลังกายประเภทนี้คือเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนบนส่วนหลัง และส่วนล่างได้เป็นอย่างดี ช่วยบริหารกล้ามท้องและหลังถ้าทำอย่างต่อเนื่องก็ช่วยสลายไขมันที่หน้าท้องแถมใครที่มีซิกแพคก็จะทำให้เข้ารูปสวยเครื่องม้านั่งซิทอัพสามารถปรับระดับได้ตามความต้องการ

6. กระสอบทรายชกมวย

     ก่อนที่จะเริ่มชก กระสอบทราย ควรสวมถุงมือหรือนวมก่อนเสมอ เพราะว่ากระสอบทรายแข็ง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่สันหมัดด้วย ซึ่งการชกกระสอบทรายที่เหมาะสมนั้น ควรทำฟุตเวิร์คไปพร้อม ๆ กับการปล่อยหมัดรัว ๆ และเต็มแรง ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยความตึงเครียดได้ดีอีกต่างหาก

7. เตียงนอนยกน้ำหนัก

     การนอนยกน้ำหนักบนเตียงดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามแขนและอก ซึ่งคุณสามารถปรับระดับของคานวางบาร์ เพื่อเพิ่มความยากง่ายในการยกน้ำหนักด้วย ไม่เพียงเท่านี้ เตียงยกน้ำหนักบางรุ่นมาพร้อมกับตัวบริหารขา เพื่อให้คุณออกกำลังส่วนขาด้วยนั่นเอง

8. บาร์โหน

     การโหนบาร์ คือ การใช้พลังงานจำนวนมากจากกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งแขน มือ หัวไหล่ และต้นคอ เพื่อดึงตัวเองขึ้น-ลง นอกจากนี้ยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อไทรเซปส์ และไบเซปส์ด้วย ฉะนั้นควรหาบาร์โหนมาติดบ้านไว้สักอัน ก็ดีไม่น้อย

 

          ข้อดีของการเข้า ศรีนครินทร์ ฟิต24

  • เสริมสร้างบุคลิกภาพ ทำให้มีรูปร่างที่ดี เป็นสัดส่วน สามารถช่วยดึงดูดเพศตรงข้าม “หุ่นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง”
  • การเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน พัฒนาระบบการสูบฉีดเลือด ซึ่งช่วยให้สุขภาพปอด และหัวใจแข็งแรงมากขึ้น
  • ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง พละกำลังมากขึ้น สามารถยกของได้หนักขึ้น และ เพิ่มความกระฉับกระเฉง
  • พัฒนาระบบเผาผลาญของร่างกาย การทำเราเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) เป็นประจำ ทำให้ระบบเผาผลาญใช้งานอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมไขมันในร่างกาย หลักเลี่ยงโรคอ้วน
  • ระบบร่างกายดีทั้งภายนอก และภายใน นอกจากมีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ฟิตเนส ( Fitness ) ยังช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี และ ร่าเริงแจ่มใสมากขึ้นอีกด้วย

 

     นอกจาก ฟิตเนส ( Fitness ) แล้ว ศรีนครินทร์ ฟิต24 ยังมีการสอน มวยไทย อีกด้วย เราไปดูข้อดีของการต่อยมวยกันเลยดีกว่าจ้าทุกคน

     อันดับแรกเลยก็คือ ช่วยในเรื่องสมาธิ ลดความเครียดและความวิตกกังวล การออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยในเรื่องอารมณ์ได้ดีอยู่แล้วเพราะระหว่างที่เราออกกำลังกายนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกดีมีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรรู้คือการออกกำลังกายด้วยการซ้อมมวยนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป

     ช่วงที่มีความเข้มข้นสูงนั้นก็คือ ช่วงที่คุณออกอาวุธได้ปล่อยหมัดหรือได้เตะซึ่งเหมือนเราได้ปลดปล่อยพลังระบายอารมณ์ไปด้วย ส่วนช่วงที่มีความเข้มข้นต่ำก็คือช่วงที่เราฟุตเวิร์ค จด ๆ จ้อง ๆ เตรียมพร้อมที่จะออกอาวุธนั่นเอง ซึ่งช่วงนี้คือช่วงที่เราต้องใช้สมาธิ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

     ฝึกให้ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รวดเร็ว การซ้อมมวยนั้นเป็นการฝึกให้ร่างกายของเรามีความสัมพันธ์ระหว่างตา สมอง และกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตประจำวันเราด้วย

     เพราะคนที่ไว หรือมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่ดีย่อมหมายความถึงการเป็นคนที่มีความแอ็คทีฟ กระฉับกระเฉง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการซ้อมมวยจำเป็นจะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นแขน ขา กล้ามท้อง เป็นต้น ระหว่างฝึกมวยจะต้องมีสมาธิ ตาจะต้องไว ต้องมีการออกอาวุธที่รวดเร็ว เคลื่อนที่ว่องไว สามารถหลบหลีกการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ดี

     เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม กีฬามวยเป็นกีฬาที่โหดทรหดมากมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกร่างกายของเราให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วนทั้งช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง เพราะในการชกมวยจริง ๆ นั้นขาของคุณจะต้องไวมีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียนเพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว

     ต้องมีช่วงกลางลำตัวที่แข็งแกร่งที่สามารถรับการโจมตีจากการออกอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ และมีแขนที่ทรงพลังเพื่อเอาไว้ออกอาวุธที่มีพลังในการโจมตีสูง ในการซ้อมมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วนนั่นเอง

     เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และหลอดเลือด การซ้อมมวยนั้นได้ชื่อว่าเป็นการออกกำลังกายที่เล่นเราเอาเราเหนื่อยหอบเลยทีเดียว จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ช่วยให้เรามีปอดที่ใหญ่ขึ้น สามารถกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และหลอดเลือดได้ดี

     เพราะการที่จะทำเช่นนั้นได้เราจะต้องออกกำลังกายให้หัวใจและปอดมีความเครียดในระดับปานกลางซึ่งการซ้อมมวยนั้นจัดให้คุณได้ทุกวันอยู่แล้ว การซ้อมมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้นส่งผลให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

     เป็นยังไงกันบ้างสำหรับการเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) และการต่อยมวยไทย น่าสนใจทั้งสองอย่างเลยใช่ไหมล่ะ เราว่า ฟิตเนส ( Fitness ) ที่เราแนะนำไปนี้ และข้อดีของการเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) รวมถึงการต่อยมวย จะช่วยให้ทุกคนตัดสินใจอะไรง่ายขึ้น และเราก็ขอฝาก ศรีนครินทร์ ฟิต24 ฟิตเนส ( Fitness ) ดี ๆ ที่มีครบทุกการออกกำลังกาย อย่าลืมแวะมานะคะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ข้อดี ของการ ออกกำลังกายตอนกลางคืน

แรงจูงใจในการ ออกกำลังกาย ที่ ฟิตเนส ( Fitness )

ข้อดี ของการ ออกกำลังกายตอนกลางคืน

ข้อดี ของการ ออกกำลังกายตอนกลางคืน

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่ทำงานหนักในช่วงกลางวัน จนไม่มีเวลามา ออกกำลังกาย กันใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราจึงจะมาชวนเพื่อน ๆ มา ออกกำลังกายตอนกลางคืน กันค่ะ นอกจากจะอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน แล้ว ยังมีข้อดี อื่น ๆ อีกมาก

 

การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน ก็สามารถทำได้ดี ไม่แพ้ตอนกลางวันเลย แถมยังไม่ต้องห่วงว่า ผิวจะเสีย จากแสงแดดอีกด้วย สำหรับคุณผู้หญิง ที่ยังไม่เคยออกกำลังกาย ตอนกลางคืน ลองมาดูเหตุผลดี ๆ กันดีกว่าค่ะ ว่าเพราะอะไร การบริหารร่างกาย หลังพระอาทิตย์ตกดิน ถึงน่าสนใจสำหรับ ผู้หญิงสายสุขภาพ

 

1. การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

หลังออกกำลังกาย เป็นธรรมดา ที่เราจะรู้สึกอ่อนเพลีย อยากพักผ่อน จึงมีผลให้หลับดียิ่งขึ้น ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสม ในการออกกำลังกาย ก่อนช่วงเข้านอน คือ ควรเว้นห่าง จากเวลานอน สัก 3 - 4 ชั่วโมง โดยประมาณ เพราะหากเราออกกำลังกาย ใกล้ ๆ กับเวลาเข้านอน มากเกินไป นอกจากจะไม่ช่วยให้ การนอนหลับดีขึ้นแล้ว อาจส่งผลให้ร่ายกายคึกคัก จนยากที่จะข่มตานอน ไปเสียเลยก็เป็นได้นะคะ

 

2. การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน ช่วยให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้น

การออกกำลังกาย ในตอนกลางวัน เรามักจะต้องฝ่าฟันกับ แสงแดด ที่มารบกวน ทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย จนเราอาจจะออกกำลังกาย ได้ไม่ครบตามเป้าหมาย เวลาที่กำหนด ฉะนั้น การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน นอกจากจะช่วย ลดปัจจัยในส่วนนี้ ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และ ความอดทน จากการได้ออกกำลังกาย ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ หรือ มากกว่า การออกกำลังกาย ในตอนกลางวัน อีกด้วย

 

3. การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน ช่วยให้ ความดันโลหิตลดลง

ในช่วงเวลา ที่กำลังออกกำลังกายนี้ ความดันโลหิต ของผู้ที่ออกกำลังกาย ตอนกลางวันสูงกว่า ความดันโลหิต ของผู้ที่ออกกำลังกาย ตอนกลางคืนถึง 15 % เป็นอีกเหตุผลดี ๆ ที่คุณผู้หญิง ทั้งหลาย ควรจะหันมาพิจารณา การออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อ ยามค่ำคืนกันดีกว่า นะคะ

 

4. การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน เผาผลาญแคลอรี่ได้ดีขึ้น

การเผาผลาญพลังงาน ส่วนเกินได้มากขึ้น เนื่องจากผู้ที่ออกกำลังกาย ตอนช่วงเย็น ถึงกลางคืนนี้ สามารถที่จะออกกำลังกาย ได้นานมากกว่า ตอนกลางวัน ส่งผลให้เรามีหุ่นที่ปัง ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม เยอะเลยค่ะ

 

5. การออกกำลังกาย ตอนกลางคืน ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

มีงานวิจัยที่พบว่า ระดับเทสโทสเตอโรน ( Testosterone ) จะมีมากขึ้นในช่วงเวลาเย็น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ มีส่วนสำคัญ ในการช่วยกระตุ้น การเจริญเติบโต ของกล้ามเนื้อ แตกต่างจากการออกกำลังกาย ในตอนเช้าที่จะมีระดับ คอร์ติซอล ( Cortisol ) สูง ซึ่งมีผลทำให้ การเจริญเติบโต ของกล้ามเนื้อ ในการออกกำลังกาย ลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ การออกกำลังกาย ตอนช่วงเย็น ถึงกลางคืน จึงส่งผลดี ต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อปั้นหุ่นสวย ได้ดีกว่าการออกกำลังกาย ในช่วงเช้า กลางวัน นั่นเองค่ะ

 

ทีนี้เราก็ได้ทราบ ถึงเหตุผล ที่ควรจะออกกำลังกาย ในตอนกลางคืน กันไปแล้ว ก็สามารถเลือกสรรค์ จัดเวลาที่คิดว่าเหมาะสม กับตารางงานของตัวเอง กันได้เลย เพราะไม่ว่าเราจะ ออกกำลังกาย เวลาไหน หากทำอย่างมีวินัย ก็ส่งผลดีต่อตัวเราได้เช่นกันค่ะ

 

 

หากเพื่อน ๆ สนใจอยากลองมาออกกำลังกายที่ฟิตเนส เราขอแนะนำ FIT24 หรือ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เป็นสถานที่ให้บริการฟิตเนสชั้นนำ ที่มีคุณภาพ สำหรับทุกคน ในทุก ๆ วัน ตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานทุกคน พร้อมให้บริการ ด้วยความเป็นมิตร และ ความจริงใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี และ เสริมสร้างสมรรถนะ ของร่างกาย สามารถออกกำลังกายในฟิตเนสแบบครบวงจร พร้อมอุปกรณ์ ออกกำลังกายที่ดีที่สุด ที่คัดสรรมาให้ชาวฟิตเนส ได้ออกกำลังกายกันอีกด้วย นอกจากฟิตเนสแล้ว FIT24 ยังมีการสอน มวยไทย หรือ สถานที่ฝึกซ้อม มวยไทย บริการอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ ครบ จบ ทุกการออกกำลังกาย เลยนะคะ

 

 

FIT24 มีสาขาดังนี้

Praartit FIT24 ( สาขาข้าวสาร )

Ratchada FIT24 ( สาขารัชดา อยู่ติดกับโพไซดอน )

Srinakarin FIT24 ( สาขาศรีนครินทร์ อยู่ด้านในปั้มบางจาก ถนนศรีนครินทร์ )

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

แรงจูงใจในการ ออกกำลังกาย ที่ ฟิตเนส ( Fitness )

แรงจูงใจในการ ออกกำลังกาย ที่ ฟิตเนส ( Fitness )

สำหรับคนที่เริ่ม ออกกำลังกาย ช่วงแรก ๆ คงจะรู้สึกท้อกันใช่ไหมคะ คิดว่ามันไม่ง่ายอย่างที่เราคิด เมื่อไรจะผอมสักที วันนี้เราจึงนำ แรงจูงใจในการ ออกกำลังกาย ที่ ฟิตเนส ( Fitness ) มาฝากทุกคนกันค่ะ

 

 1. ตั้งเป้าหมาย

     การตั้งเป้าหมายในการ ออกกำลังกาย ให้ชัดเจน ว่าเราจะ ออกกำลังกาย ไปเพื่ออะไร ไม่ว่าจะอยากลดน้ำหนัก อยากแข็งแรง อยากสุขภาพดี อยากมีกล้าม อยากหุ่นดี หากมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะทำให้เราสามารถกำหนดแนวทางในการ ออกกำลังกาย ได้อย่างตรงจุด เลือกวิธีการเล่นได้เหมาะสมกับสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ เมื่อเห็นผลถูกจุดก็จะอยาก ออกกำลังกาย มากขึ้น

 

2. หาไอดอล

     การมีไอดอล ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง นางแบบ นักกีฬา หรือ ใครก็ตามที่คุณเห็นแล้วอยากจะมีหุ่น หรือ รูปร่างแบบเขา เมื่อหาไอดอลได้แล้วก็เซฟเก็บไว้ในมือถือ หรือ จะตั้งเป็นภาพหน้าจอ ให้หลอกหลอนกันไปข้างหนึ่งก็ได้ เวลาจะ ออกกำลังกาย ก็เอาขึ้นมาดูเป็นกำลังใจ ว่าเราจะต้องมีรูปร่างแบบนี้ให้ได้ หรือ เวลาอยากกินของปิ้งย่าง ของทอด ของมัน ของหวานทั้งหลายที่ทำให้อ้วน พอเห็นรูปไอดอลจะได้รู้สึกผิด ทำให้ไม่อยากกินก็ได้

 

3. ให้รางวัล และลงโทษ

     หลังจากที่เรามีเป้าหมายชัดเจน ออกกำลังกาย ตามแผนที่วางไว้ได้สำเร็จ สามารถให้รางวัลตัวเองได้ด้วยการกินของอร่อย ๆ สักมื้อ หรือ ซื้อของที่อยากได้สักชิ้น แต่หากทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ ต้องลงโทษตัวเองบ้าง

 

4. เตรียมเพลย์ลิสต์เพลงโปรด

     รู้ไหมว่าการ ออกกำลังกาย ไป ฟังเพลงไปด้วย จะช่วยให้สามารถ ออกกำลังกาย ได้นานขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเพลย์ลิสต์เพลงโปรด จะยิ่งทำให้เราสนุกสนาน ไม่เบื่อ ออกกำลังกาย ได้อย่างเพลิดเพลินยิ่งกว่าเดิม ถ้าเป็นเพลงเร็ว จังหวะสนุก ๆ จะยิ่งดี

 

5. อย่ากดดันตัวเอง

     บางคนพออ ออกกำลังกาย มักจะกดดันตัวเอง ด้วยการชั่งน้ำหนัก พอน้ำหนักไม่ลดก็เครียด รู้สึกว่าไม่ได้ผล ให้จำไว้เสมอว่า อย่ากดดันตัวเอง ว่าต้องลดน้ำหนักให้ได้มาก ๆ ในเวลาสั้น ๆ หรือ จำกัดตัวเองจนเกินไป ควรให้เวลากับตัวเองสักหน่อย ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ไม่เช่นนั้น จะทำให้ล้มเลิกกลางคันได้ ควรทำให้การ ออกกำลังกาย เป็นไปด้วยความสุข สนุก และเต็มใจ จะได้อยาก ออกกำลังกาย ไปนาน ๆ

 

6. เก็บบันทึกทุกความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

     เทคนิค Before - After นี้ใช้ได้ผลมามากมายแล้วในการเติมไฟให้กับผู้คนที่อยาก ออกกำลังกาย เพียงแค่ถ่ายรูปตัวเองในสภาพพุงย้อย ไขมันเต็มตัวในวันนี้ หลังจากนั้นก็เริ่ม ออกกำลังกาย อย่างมีวินัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง แล้วส่องกระจกดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายทุกวัน เมื่อสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้น รูปร่างทรวดทรงของร่างกายมีกล้ามเนื้อสวยงามขึ้น เพียงเท่านี้ก็ไม่อยากพลาดการ ออกกำลังกาย แล้วล่ะ

 

7. จดจำความรู้สึกดี ๆ ที่ ออกกำลังกาย เสร็จ

     ทุกครั้งที่ ออกกำลังกาย เสร็จ หลายคนคงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แตกต่าง เวลาที่เหงื่อไหลออกมามาก ๆ มันเป็นความรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย ทำให้ร่างกายรู้สึกโล่งสบาย มีกำลังวังชา มีลมหายใจที่มั่นคง นอนหลับง่าย ตื่นเช้ามารู้สึกสดชื่นพร้อมที่จะลุยงานในวันต่อไป เมื่อนึกถึงความรู้สึกพวกนี้เป็นประจำ วันไหนที่ไม่ได้ ออกกำลังกาย ก็จะรู้สึกเหมือนชีวิตได้ขาดหายอะไรบางอย่างไป

 

8. นึกถึงโรคภัยไข้เจ็บ และความอ้วน

     สิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าสำหรับคนที่ไม่ ออกกำลังกาย ไม่ควบคุมการกิน และไม่รู้จักดูแลรักษาสุขภาพก็คือโรคภัยไข้เจ็บ ชีวิตของคุณก็จะวนเวียนเข้าออกโรงพยาบาลด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มารุมเร้า คงไม่มีใครอยากจะเป็นแบบนั้นใช่ไหม ด้วยเหตุนี้ การนึกถึงโรคภัยไข้เจ็บ และความอ้วนจึงเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้คุณกลับมาดูแลสุขภาพ และ ออกกำลังกาย เป็นประจำ

 

9. หาเพื่อนที่รู้ใจ

     บางคนอาจจะชอบการปลีกวิเวกไป ออกกำลังกาย คนเดียว แต่สำหรับอีกหลายคน “เพื่อนรู้ใจ” คือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อเดินเข้าไปใน ฟิตเนส แล้ว ยังช่วยเป็นแรงผลักดัน แรงกระตุ้น ในวันที่ความขี้เกียจพยายามจะเอาชนะคุณ ดังนั้น ถ้าคุณหาเพื่อนแบบที่ว่าเจอ การไปยิมก็อาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

 

10. อย่าคิดว่าการ ออกกำลังกาย เป็นเรื่องใหญ่

    บางคนอาจคิดว่าการ ออกกำลังกาย เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะต้องจ่ายค่าเข้า ฟิตเนส แพง ๆ ต้องซื้อชุด ออกกำลังกาย เก๋ ๆ จริง ๆ แล้วการ ออกกำลังกาย สามารถทำที่ไหนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องใส่ชุดราคาแพง เพราะวัตถุประสงค์หลักของการ ออกกำลังกาย คือ การทำให้ร่างกายแข็งแรง มีหุ่นที่ดีขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับสถานที่ หรือ Accessories ต่าง ๆ ขอแค่เตรียมกายเตรียมใจให้พร้อม เท่านี้เราก็สามารถสนุก และมีความสุขกับการ ออกกำลังกาย ได้

 

11. จดบันทึก ทานเท่าไร อย่างน้อยก็ต้องเอาออกเท่านั้น

     เคล็ดลับที่สำคัญที่สุด ซึ่งก็คือ "การจดบันทึก" ให้จำไว้เสมอว่าการ ออกกำลังกาย จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยหากปริมาณแคลอรี่ที่รับเข้ามาในแต่ละวันมากกว่าแคลอรี่ที่ใช้ไป ดังนั้น การจดบันทึกจึงมีความจำเป็นมาก เพราะเราสามารถคำนวณได้ว่าอาหารที่เราทานแต่ละมื้อ มีแคลอรี่เท่าไร และกิจกรรมที่ต้องทำแต่ละวันจะต้องเสียแคลอรี่ไปแค่ไหน และต้อง ออกกำลังกาย เพิ่มเติมอีกเท่าไร เพื่อให้สมดุล ดังนั้น จึงมีคำพูดคม ๆ สร้างแรงบันดาลใจที่ว่า "กินไปเท่าไร อย่างน้อยก็ต้องเอาออกเท่านั้น"

 

     ลองนำข้อคิด และ วิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติกันดูนะคะ ถ้าหากเรามีวินัยในตัวเอง ไม่ล้มเลิกกลางคัน รับรองว่าร่างกายของคุณจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เริ่มหันมา ออกกำลังกาย นะคะ

     ส่วนใครที่กำลังมองหา ฟิตเนส ( Fitness ) ดี ๆ สักที่ในการ ออกกำลังกาย เราขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ fit24 มีทั้ง สาขาศรีนครินทร์ สาขารัชดา และ สาขาพระอาทิตย์ เรามีทั้งเทรนเนอร์ที่มากประสบการณ์ พร้อมจะเทรนหุ่นสวย ๆ ให้กับคุณได้

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

การปั่นจักรยาน ออกกำลังกาย เริ่มต้น ได้ง่ายๆ

ท่าบริหารร่างกาย ออกกำลังกายเพิ่มส่วนสูง

ออกกำลังกาย แล้วรู้สึกหิว ทำยังไงดี?

ออกกำลังกาย แล้วรู้สึกหิว ทำยังไงดี?

สำหรับใคร ที่ออกกำลังกาย คงจะเคยมีอาการ หิว มากขึ้น หรือรู้สึกหิวแต่ก็ต้องพยามห้ามใจตัวเอง วันเราจะพามาดู กันว่า เราจะรับมือกับ ความหิว หลังจากการ ออกกำลังกาย อย่างไร

 

            การ ออกกำลังกาย ก็คือการที่เราได้ ขยับร่างกาย มันก็จะทำให้เราสามารถ เผาผลาญพลังงาน ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แถมมันยัง ช่วยในเรื่องของการทำให้ ระบบ ต่าง ๆในร่างกาย ของเราทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย และมันยัง เป็นตัวช่วยที่สำคัญ อย่างมากในการ ลดน้ำหนัก แต่ก็มีใคร ๆ หลาย ๆ คนที่ ออกกำลังกาย แล้วก็มีอาหารหิว หรือรู้สึกหิวมากขึ้น แต่ก็ห้ามใจ ตัวเองไม่ได้ เลยต้องกิน และอาจจะกินมากกว่าเดิม และวันนี้เรามี ความรู้ดี ๆ ที่จะมันจะเป็น วิธีการ รับมือ กับความหิว หลังจากการ ออกกำลังกาย

 

            ใคร ๆ หลาย ๆ คน คงอยากลดน้ำหนักด้วยการ ออกกำลังกาย และการ พยายามกลั้นใจอดข้าวอดน้ำเพื่อให้น้ำหนักของเราลง แต่พอ เราเริ่มทำกิจกรรม ออกกำลังกาย เสร็จยิ่งทำให้ เรานั้น รู้สึก หิวมากกว่าเดิม  แล้วเราจะมีวิธีการยังไงให้ตัวเองไม่หิว บ้างกันนะ ทั้งระหว่างการ เล่น ฟิตเนส หรือ หลังจากการ เล่นฟิตเนสเสร็จดีละ วันนี้เรามีคำตอบให้คุณโดยเฉพาะไป ดูกันดีกว่า จะมีความรู้ดี ๆ เรื่องไหนที่ น่าสนใจกันบ้าง

 

กิน 1 ชั่วโมงก่อน ออกกำลังกาย

 

            เราไม่ควร หรือ ห้าม ออกกำลังกาย ตอนท้องว่าง โดยเด็ดขาด เพราะ เราต้องการพลังงาน ในการประกอบกิจกรรม การ ออกกำลังกาย และสำหรับ ตอน ที่ท้อง ของเราว่าง มันจะสามารถทำให้เรารู้สึกเหมือนคนป่วย ไม่มีแรง และ ถ้ายิ่งทำให้เรา รู้สึกหิวมาก ได้มาก ขึ้นอีกด้วย  ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ เรา ควรที่จะ รับประทานอาหาร หรือ ขนมมื้อเล็ก ๆ ที่มี สารอาหารที่สำคัญ อย่าง โปรตีน และ คาร์โบไฮเดรต ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ที่มี ถั่วธัญพืช และ ผลไม้ก็ควรมีเก็บติดไว้กินก่อน ออกกำลังกาย  โปรตีน มันจะมีส่วนในการ ซ่อมแซ่มกล้ามเนื้อ และแถมมันยัง ทำให้ เรา รู้สึกอิ่มท้อง ได้เป็นอย่างดี อีกด้วย และ ส่วนคาร์โบไฮเดรตจะเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย ของเรา มันจะทำไม่ไม่หิวง่าย นั่นเอง 

 

รับประทาน กล้วยหอม

 

            กล้วยหอม ถือว่า เป็นอาหารที่ดีอย่างมาก ต่อร่างกายของเรา  เพราะกล้วยหอม ลูกย่อม ๆประมาณ 1 ลูก จะมีทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ รวมไปถึง วิตามินซี และ ซึ่ง มันยัง เป็นวิตามินหลัก ของกระบวนการผลิตพลังงานของร่างกาย ของเรา  การที่เรารับประทาน แล้ว มันจะ สามารถไป ช่วยเติมความสดชื่นให้ แก่ร่างกาย ของเรา ได้ทันที และ อีกทั้งไฟเบอร์ใน กล้วย มันยัง สามารถไปช่วย ในเรื่อง ของการให้ ความรู้สึกอิ่มอยู่ท้อง ได้นานยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ไปกว่านั้น ในตัวทริปโตเฟนใน กล้วยหอม ยังสามารถทำให้เราหลับสบายอีกด้วย นั่นเอง ถือว่ามีประโยชน์ หลายด้วนเลย ทีเดียว 

 

รับประทาน นมจืดพร่องมันเนย

 

            สำหรับ นมจืด แบบพร่องมันเนยอุ่น ๆ เพียงแค่ ประมาณ 1 แก้ว ก็สามารถ ช่วยเราได้เช่นกัน เพราะนมนอกจากจะให้พลังแคลอรี่ ที่ไม่เกินความจำเป็นแล้ว สำหรับ นมจืดอุ่น ๆ เนี่ยแหละ มันคือคำตอบ เพราะมันเต็มไปด้วยแคลเซียม และยังทำให้อิ่มมาก ๆ อีกด้วย

 

เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย ๆ ก็ช่วยได้นะ 

 

            รู้หรือไม่ว่า ปัญหา การกินจุบ กินจิบในช่วงหลัง จากที่เรา ทำกิจกรรม ออกกำลังกาย นั้น มันจะไป กำจัดความหิวได้ง่าย ๆ เพราะ เพียงเคี้ยวหมากฝรั่ง โดยการศึกษาพบว่าการ เคี้ยวหมากฝรั่งเป็นเวลา นานประมาณ 45 นาที มันจะสามารถไป ช่วยลดความหิวได้ แต่ก็ต้องเป็น หมากฝรั่ง ที่มัน ปราศจากน้ำตาลไม่อย่างนั้นก็อ้วนอยู่ดี นั่นเอง

 

            เป็นยังไงบ้าง กับความรู้ดี ๆ ที่เราเอามาแนะนำให้ฟังกันวันนี้ พอจะมีประโยชน์ ต่อการ ลดน้ำหนัก กันอย่างแน่นอน และที่สำคัญ กว่าการ ออกกำลังกายก็คือ การพักผ่อน ให้เพียงพอ และรวมไปถึง การรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย 

 

            

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การปั่นจักรยาน ออกกำลังกาย เริ่มต้น ได้ง่ายๆ

ท่าบริหารร่างกาย ออกกำลังกายเพิ่มส่วนสูง

7 สาเหตุ ที่ทำให้ กล้ามไม่ขึ้น

7 สาเหตุ ที่ทำให้ กล้ามไม่ขึ้น

ผู้ที่ออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับร้างกาย หากเล่นไปแล้วในระยะหนึ่ง แล้วรู้สึกว่า กล้ามไม่ขึ้น หรือกล้ามเนื้อไม่ค่อยมีการพัฒนามากนัก ปัญหานี้ อาจเกิดขึ้นมาได้จาก การออกกำลังกายที่ไม่ถูกต้อง รวมไปถึง พฤติกรรมในการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ ตาม 7 สาเหตุ ดังต่อไปนี้

 

เล่นไม่สม่ำเสมอ

 

การออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างการ เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) จำเป็นต้องมีการเล่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเจริญเติบโตเป็นช่วง ๆ เพราะถ้าหากคุณเว้นช่วง การเล่นไปนาน ก็เหมือนกับว่า คุณต้องกลับมาเริ่มต้นสร้างกล้ามเนื้อใหม่อีกครั้ง ไปเรื่อย ๆ โดยการเล่นกล้าม ให้มีประสิทธิภาพ ต่อสัปดาห์ ควรเล่นให้ได้ 4- 5 วันต่อสัปดาห์ เล่นวันละ 1- 2 ชั่วโมง เล่นแบบนี้ เป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อโตขึ้นได้

 

เล่นแบบส่ง ๆ

 

ผู้ออกกำลังกาย บางคน มักมาออกกำลังกายครบ 4-5 วันต่อสัปดาห์ก็จริง แต่หากมาแล้ว ยกเวทแบบส่ง ๆ ให้เพียงครบรอบ ครบเซต ในแต่ละท่า ก็ถือว่าเป็น การเล่นที่ไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่พัฒนาได้ โดยในขณะเล่น ผู้เล่นจะต้องจดจ่ออยู่กับ การเกร็งกล้ามเนื้อมัดนั้น ให้รู้สึกว่า น้ำหนักที่เรายก “โดน” กล้ามเนื้อส่วนนั้นจริง ๆ และใช้เวลาในการต้านแรงขึ้น ลง ในเวลาที่พอเหมาะ ไม่ต้องรีบยกขึ้น ยกลงให้ครบรอบ

 

เล่นซ้ำๆ เดิมๆ

 

หลายคน คงจะเคยได้ยินว่า การทำอะไรแบบเดิม ๆ ก็จะทำให้เราได้ ผลลัพธ์แบบเดิม ๆ การเล่นกล้ามก็เช่นกัน  หากคุณเล่นตาม ตารางในการเล่น แบบเดิมเรื่อย ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก ตารางของการเล่น ตั้งแต่แรกเลย ก็จะทำให้กล้ามเนื้อของคุณ ไม่มีการพัฒนา และเติบโตได้เท่าที่ควร จึงควร ปรับเปลี่ยนท่าทาง ในการเล่นกล้าม ในแต่ละส่วน ไม่จำเป็น ต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมด หากรู้สึกว่ากล้ามเนื้อส่วนใด ไม่เติบโตเท่าที่ควร ให้ปรับเฉพาะในส่วนนั้น ๆ ไม่ต้องเล่นท่ายาก เล่นท่าพื้นฐาน ให้แน่นก็เพียงพอ

 

อีกสิ่งที่สำคัญ ที่จำเป็นต้อง เปลี่ยนแปลง ก็คือ การเลือกใช้ น้ำหนัก ที่ใช้ในการยกเวท หากคุณใช้น้ำหนักเดิม โดยไม่เปลี่ยนแปลงเลย จะทำให้กล้ามเนื้อไม่เติบโตขึ้น หรือโตได้ไม่เท่าที่ควร ดังนั้น การเล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) เมื่อผ่านไป 2- 3 เดือนให้คุณเพิ่มน้ำหนัก ที่ใช้ในการเล่นเวทเทรนนิ่ง ทำให้เพิ่มการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อเติบโตขึ้นได้

 

คาร์ดิโอมากเกินไป

 

ผู้ออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง บางคน อาจติดการ คาร์ดิโอ ( Cardio ) เช่น การวิ่ง หลังจากที่ เล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) มากจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ ร่างกายของคุณ ได้มีการเผาผลาญ สารอาหารที่ให้พลังงานในร่างกายอย่าง คาร์โบไฮเดรต และไขมันมากขึ้น ทำให้ไม่เพียงพอ ต่อการนำมา ใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย ร่างกาย และไปดึงโปรตีน ( Protein ) จากส่วนกล้ามเนื้อ มาเป็นพลังงานทดแทน พลังงานในส่วนของ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน จึงเป็นหนึ่งใน สาเหตุที่ทำให้กล้ามไม่โตได้

 

กินโปรตีนไม่ถึง

 

การเล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ที่จำเป็นต้องใช้ น้ำหนัก ในการต้านแทงแรง จะทำให้กล้ามเนื้อมัดที่เล่น เกิดการฉีกขาด และเกิดการพัฒนาได้ การรับประทาน อาหารที่มีโปรตีน จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะ โปรตีน เป็นสารอาหาร ที่ช่วยเสริมสร้าง กล้ามเนื้อให้กับร่างกาย ช่วยซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอ ของกล้ามเนื้อ ที่ฉีกขาดไป ทำให้ไปเติมเต็ม และพัฒนากล้ามเนื้อ ภายในร่างกายได้ รวมถึง โปรตีน ยังเป็นสารอาหาร ที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยผู้ที่เล่นเวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) ควรได้รับโปรตีน 1.5 -2 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของผู้เล่น

 

นอกจากนี้ สารอาหารชนิดอื่น ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ทั้ง คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ที่จะให้พลังงานต่อร่างกาย หากสารอาหารเหล่านี้ ให้พลังงานที่เพียงพอ จะทำให้ร่างกาย ไม่ดึงโปรตีนที่ใช้ ในการสร้างกล้ามเนื้อ มาใช้ในการสร้างพลังงาน นั่นเอง  

 

ดื่มแอลกอฮอล์

 

หนุ่ม ๆ สาว ๆ สายปาร์ตี้ สายแฮงก์เอาท์ ทั้งหลาย ต้องระวังไว้ให้ดี การดื่ม เครื่องดื่มแอลกฮอล์ จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญ และการสังเคราะห์โปรตีน ทำงานได้อย่าง ไม่เต็มประสิทธิภาพ แถมยังเป็น การเพิ่มปริมาณแคลอรี่จากไขมัน ให้กับร่างกายอย่างมาก ที่นอกจาก จะทำให้กล้ามไม่โตแล้ว ยังทำให้กล้ามหด หรือมีขนาดเล็กลงได้

 

พักผ่อนไม่เพียงพอ

 

การพักผ่อน เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ต่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ให้กับร่างกาย ไม่แพ้กับ การรับประทานอาหารเลย หากคุณนอนหลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อ การทำงานของ ฮอร์โมนบางชนิด ที่ทำงานขณะที่คุณหลับ ทำให้ฮอร์โมน ทำงานแปรปรวน ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่เติบโตได้ ดังนั้น จึงควรนอนหลับให้สนิท ให้ได้อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ต่อวัน ให้เป็นกิจลักษณะ

 

 

หากใครที่มี พฤติกรรมในการเล่นเวท หรือพฤติกกรมในการใช้ชีวิตเหล่านี้ ตามที่กล่าวไปข้างต้น คงเป็นอันหาข้อสรุปได้แล้วว่า ทำไม กล้ามถึงไม่โต หรือกล้ามไม่ขึ้นสักที เมื่อรู้ตัวแล้วนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่จะส่งผล ให้มีปัญหา ต่อการเจริญเติบโตของ กล้ามเนื้อคุณ เพื่อทำให้การเล่นกล้ามของคุณไม่เสียเปล่า และทำให้กล้ามของคุณ โตขึ้น ใหญ่ขึ้น แน่นขึ้น ตามผลลัพธ์ ที่ต้องการ ได้อย่างแน่นอน

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

สาวพลัสไซส์ ก็ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ได้

ออกกำลังกายยามเช้า เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

สาวพลัสไซส์ ก็ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ได้

สาวพลัสไซส์ ก็ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ได้

สาว ๆ ที่มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัม ฟังทางนี้ เรามี Trick มาแนะนำเกี่ยวกับการ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส วิธีง่าย ๆ ที่ลดหุ่น ลดน้ำหนักได้จริง รักษาหุ่นแบบไหนไม่กลับไปอ้วนเหมือนเดิม No YoYo หุ่นเฟิร์มกระชับ

 

     หากจะเริ่มต้นการลดน้ำหนัก ลดหุ่นแล้วนั้น ก่อนที่จะไปกล่าวถึงวิธีการ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) นั้น เราต้องสำรวจดูร่างกายของตัวเองก่อนว่า ร่างกายของเราบกพร่องการดูแลในด้านใด ไม่ว่าจะเป็น มีพุง มีเหนียง แขนใหญ่ ขาใหญ่ เมื่อรู้ว่าเราต้องการแก้ไขในด้านใด ต้องมาดูต่อว่า การ ออกกำลังกาย แบบไหนใน ฟิตเนส ( Fitness ) ที่สามารถช่วยเผาผลาญในส่วนต่าง ๆ ที่เราต้องการแก้ไขนั้น สามารถทำได้โดยวิธีการใด

     เพราะใน ฟิตเนส ( Fitness ) นั้น มีเครื่องเล่น ออกกำลังกาย หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ลู่วิ่งไฟฟ้า จักรยานปั่นไฟฟ้า ยกเวท หรือ คลาสสอนเล่น โยคะ ไหนจะคลาสเต้น ก็ลดหุ่นได้ไม่แพ้กัน เลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง อย่าเล่นตามคนอื่น ๆ เพราะเราเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างเยอะ ดังนั้น ควรให้เลือกเล่นให้เหมาะสมกับร่างกาย

 

หลักโภชนาการ กับ การเล่น ฟิตเนส ( Fitness )

1. ส่วนผสมจากธรรมชาติ

     กินอาหารที่เป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ พวกอาหาร 5 หมู่ เป็นอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายได้นำสารอาหาร ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ภายในระบบของร่างกาย

2. บริโภคเยอะ แต่แคลอรี่น้อย

     เพราะในส่วนผสมจากธรรมชาตินั้น เน้นพวกผัก หรือ วิตามิน จะทำให้อิ่มง่าย อยู่ท้อง เพราะจะทำให้ร่างกายปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมการกิน การบริโภคนั้นเอง ถ้าเราเลือกบริโภคแต่สิ่งที่ดี ร่างกายจะปรับความสมดุลภายในร่างกาย น้ำหนักมีความคงที่ หากบวกกับการ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) ไปอีก ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ น้ำหนักลดลงแน่นอน บริโภคแต่ของดีมีประโยชน์ ไหนจะเผาผลาญแคลอรี่ เอาไขมันออกไป

3. สัดส่วนที่เหมาะสม

     ในเมื่อเรามีน้ำหนักตัวที่เยอะเกินกว่าปกติแล้วนั้น หากต้องการให้น้ำหนักลดลงถึงระดับปกติตามเกณฑ์ สัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมสำคัญในการ ออกกำลังกาย ฟิตเนส ( Fitness ) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสถานที่ ออกกำลังกาย เพราะ มีการจัดสรรเครื่องเล่น ออกกำลังกาย ให้เหมาะสมแก่ละประเภท แบบไหนลดส่วนไหน เป็นอีกสถานที่ หรือ อีกตัวเลือก สำหรับการลดน้ำหนักในครั้งนี้

4. สารอาหารที่ร่างกายต้องการ ( จำเป็น )

     ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารที่จำเป็น เพื่อนำมาดูแลระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้น แหล่งสารอาหารที่สำคัญ นั่น คือ แหล่ง Protein, Carbohydrate, Vitamin And fiber, Fat พร้อมการ ออกกำลังกาย ที่ ฟิตเนส ( Fitness ) ควบคู่ไปด้วย

 Trick : ปรับอาหารการกิน หรือ ปรับพฤติกรรมการกิน

 

หลักการลดน้ำหนัก กับการ ออกกำลังกาย ในฟิตเนส ( Fitness )

• คาร์ดิโอ เป็นการ ออกกำลังกาย ที่เผาผลาญแคลอรี่ได้อย่างดี เพราะเป็นการเร่ง ออกกำลังกาย เร็ว และ ใช้เวลาอันสั้นในแต่ละท่า โดยจะมีการพักในแต่ละท่าไม่เกิน 3 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อไม่หดตัว สามารถ ออกกำลังกาย ได้ต่อเนื่อง ไม่เหนื่อยเกินไป

• เวทเทรนนิ่ง การ ออกกำลังกาย ในส่วนของการเพิ่มเสริมด้านกล้ามเนื้อ ผ่านการยกเวท ยกน้ำหนัก ในปริมาณที่ร่างกายแต่ละคนรับไหว ห้ามยกตามน้ำหนักคนอื่น กล้ามเนื้ออาจจะฉีกได้ การ ออกกำลังกาย ใน ฟิตเนส ( Fitness ) แต่ละครั้งนั้น อย่างน้อย ขยับร่างกายประมาณ 45 นาที เข้าฟิตเนส 3 - 4 ครั้ง / สัปดาห์ ค่อย ๆ ออกกำลังกาย ค่อย ๆ ลด อย่าไปกดดันตัวเองจนเกินไป

• แหล่งโปรตีน เป็นการเพิ่มกล้ามเนื้อแก่ร่างกาย โดยการเน้นกินอาหารประเภท เนื้ออกไก่ อาหารเสริมเวย์โปรตีน หรือ อาหารที่มีส่วนผสมของโปรตีนเป็นหลัก

• นอนหลับ การนอนหลับ เป็นการช่วยให้ร่างกายได้มีการซ่อมแซ่มในช่วงเวลาที่ร่างกายพัก หากเรานอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอลง เป็นอีกหลายสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเครียด โรคไมเกรน โรคอ้วน ดังนั้น ควรนอนหลับให้เพียงพอ

 

เลี่ยงได้เลี่ยง ลดได้ลด

- ลดของหวาน จากที่กินเป็นประจำทุกวัน เป็นสัปดาห์ ละ 1 ครั้ง

- งดสายคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นสายเข้ม กาแฟ ชา หรือ แม้กระทั่งสายปาร์ตี้ เหล้า เบียร์ เป็นต้น

- ลองครีเอทเมนูอาหารทานเอง เพียงสัดส่วนของเครื่องปรุง ลดเค็ม ลดหวาน งดผัด ทอด โดยน้ำมัน

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

ออกกำลังกายยามเช้า เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

ออกกำลังกายยามเช้า เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

เพื่อน ๆ คนไหนที่อยากใช้ชีวิตยามเช้าอย่าง สดชื่น กระปรี้กระเปร่า บ้างคะ แน่นอนว่า การออกกำลังกาย หรือ ออกกำลังกายยามเช้า ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ เริ่มต้นวันใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

 

ในทุกวันนี้ วิถีชีวิตของคนเรา มักจะเน้นในเรื่องของ การรับประทานอาหาร ที่เยอะ และ เป็นจำนวนมาก แต่ว่าการใช้พลังงานนั้น กลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง จนลืมให้ความสำคัญ เรื่องการออกกำลังกาย ดังนั้นแล้ว อย่าลืมหาเวลา ในการออกกำลังกาย กันบ้างนะคะ ถ้าจะให้ดีเราขอแนะนำเป็นช่วงเช้า เพราะนอกจาก จะได้สูดอากาศดี ๆ และ แดดยังไม่ร้อนเกินไปนัก เหมาะสำหรับ การออกกำลังกายอย่างมากค่ะ

 

 

ออกกำลังกายแบบ HIIT ( High Intensity Interval Training )

HIIT ( High Intensity Interval Training ) เป็นการออกกำลังกาย ที่เพิ่งมาบูม ได้รับความนิยมมาก อีกแบบหนึ่ง เพราะเป็น ออกกำลังกาย แบบหนักหน่วง และ แบบเบา ๆ สลับกันไป ซึ่ง การออกกำลังกายแบบ HIIT ( High Intensity Interval Training ) จะช่วยเพิ่ม ความหนักหน่วง ในการใช้พลังงานเยอะ ๆ ในช่วงเวลาอันสั้นได้ เพียงออกกำลังหนัก ๆ เป็นเวลา 40 วินาที และ พักอีก 20 วินาที แล้วกลับไปออกกำลังหนัก ๆ เป็นเวลา 40 วินาที และ พักอีก 20 วินาที สลับวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพียง 25 - 30 นาที การออกกำลังกายแบบ HIIT ( High Intensity Interval Training ) ก็สามารถ เร่งการเผาผลาญได้ 500 แคลอรี่ แล้วนะ แถมยังส่งผล ให้เกิดการเผาผลาญ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ อีกแม้ว่าจะ ไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วก็ตาม

 

 

วิ่ง ( Running )

การ วิ่ง ( Running ) ก็ถือว่าเป็น วิธีออกกำลังกาย ที่คนนิยมกันมาก ๆ ในทั้งนอกสถานที่ และ ฟิตเนส ลู่วิ่งนี่ล้วนถูกจับจองไม่เคยว่างเลย เพราะสามารถ เผาผลาญแคลอรี่ได้เลย แค่ วิ่ง ( Running ) ก็ไม่ใช่ว่าง่าย เพราะต้อง วิ่ง ( Running ) ให้ติดต่อกันนาน ๆ เป็นจังหวะก็เหนื่อย อยู่เหมือนกัน แต่ว่าก็ยังพอมีวิธีแก้เบื่ออยู่บ้าง เพียงแค่ออกไป วิ่ง ( Running ) ข้างนอก หรือ ว่าฟังเพลงไปด้วย ในขณะที่ วิ่ง ( Running ) จะช่วยให้ วิ่ง ( Running ) ได้นาน โดยไม่รู้สึกเบื่อมาก ขึ้นเพียง 1 ชั่วโมง ก็สามารถเผาผลาญ พลังงานไปได้ถึง 500 แคลอรี่

 

 

กระโดดเชือก ( Jumprope )

การ กระโดดเชือก ( Jumprope ) ก็เป็นวิธี การออกกำลังกาย วิธีหนึ่ง ที่เป็นที่นิยม สำหรับนักกีฬา เป็นส่วนใหญ่ด้วย เพราะการ กระโดดเชือก ( Jumprope ) 1 ชั่วโมงนั้น สามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 500 แคลอรี่ เลยนะ เห็น กระโดดเชือก ( Jumprope ) อยู่กับที่เฉย ๆ แต่ว่าเป็นการ ออกกำลังกาย ที่หนักหน่วง และ เหนื่อย เอาเรื่องเหมือนกัน ค่อย ๆ ฝึก กระโดดเชือก ( Jumprope ) กันไป ตั้งแต่ 20 ถึง 30 นาที ก่อนจะได้ไม่ฝืน ร่างกายมากเกินไป จนร่างกายอาจจะอ่อนล้า อ่อนแรง มากเกินไปได้

 

 

ปั่นจักรยาน ( Ride a Bicycle )

หากว่าเบื่อ ๆ กับการเดิน หรือ วิ่ง ออกกำลังกายแล้ว การออกกำลังกาย ด้วยการ ปั่นจักรยาน ( Ride a Bicycle ) ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจ เพราะว่าการ ปั่นจักรยาน ( Ride a Bicycle ) นอกจากจะได้ ชมวิวทิวทัศน์สวย ๆ แถมเผาผลาญพลังงาน ไปในตัวด้วย ถ้า ปั่นจักรยาน ( Ride a Bicycle ) เพื่อการออกกำลังกาย อย่างจริงจังแล้ว เพียง 1 ชั่วโมง ก็สามารถเผาผลาญ ไปได้กว่า 500 แคลอรี่

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รวมเคล็ดลับบังคับตัวเองให้ ออกกำลังกาย

อาหารที่ไม่แนะนำให้กินก่อนไปออกกำลังกาย

เหงื่อ ( Sweat ) หลัง ออกกำลังกาย นั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพ กว่าที่คิด

เหงื่อ ( Sweat ) หลัง ออกกำลังกาย นั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพ กว่าที่คิด

หลาย ๆ คนที่ชอบ ออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬา แล้วมักจะมี เหงื่อ ( Sweat ) ไหลออกมา หลาย ๆ คนอาจรำคาญ แต่รู้หรือไม่ว่า เหงื่อ ( Sweat ) ที่ไหลออกมา หลังออกกำลังกาย นั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มากกว่าที่คิด

 

เนื่องด้วยสถานการณ์ช่วงนี้ การออกกำลังกายที่บ้าน ถือเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรทำกันมากที่สุด เพราะด้วยความปลอดภัยของตัวเราเอง และคนข้าง ๆ วันนี้เราเลยนำบทความ ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาฝากกัน คุณเคยสงสัยไหมว่า หลังออกกำลังกายทุกครั้ง ทุกหยาดเหงื่อ ( Sweat ) ที่ไหลริน ออกมาจากกายของเรา เราได้อะไรจากมัน แล้วทำไมต้องมีมันไหลออกมาทุกครั้งด้วยนะ เราไปติดตามกับบทความในวันนี้กันเลย

 

เหงื่อ ( Sweat ) มาจากไหนกัน

เหงื่อ ( Sweat ) คือ ของเสียเหลวชนิดหนึ่ง ที่ถูกขับออกมาจากร่างกายทางรูขุมขน สามารถออกมาได้ทั่วทั้งร่างกาย ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ สภาพแวดล้อม, เพศ หรือในสภาวะความเครียด ซึ่งเหงื่อมีส่วนประกอบคือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ ( Sodium Chloride ) รวมทั้งยังมีสารเคมีอื่น ๆ เช่น แอมโมเนีย ( Ammonia ) แคลเซียม ( Calcium ) ฟอสฟอรัส ( Phosphorus ) ยูริค ( Uric ) และ เมื่อเราได้เสียเหงื่อ ( Sweat ) แล้ว ก็จะทำให้เรารู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ทั้งยังช่วยขับสารพิษ ออกจากร่างกายได้อีกด้วย

 

 

เราได้อะไร จากการเสีย เหงื่อ ( Sweat ) หลังออกกำลังกาย

1. ช่วยขับสารพิษ - ทำให้ผิวใส

เหงื่อ ( Sweat ) เป็นตัวช่วย ในการนำพาสารพิษ ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี มีสารพิษหลายประเภท เช่น สารหนู, แคดเมียม, ตะกั่ว, ปรอท รวมถึงแอลกอฮอล์ ที่สามารถถูกขับออกมาทางเหงื่อ ( Sweat ) ได้ ดังนั้นหากออกกำลังกายบ่อย ๆ จะช่วยให้ผิวใสสะอาด โดยไม่ต้องหาสูตรดีท็อกซ์ผิว ให้เหนื่อยเลย

 

2. ช่วยลดสิว - ผดผื่น

บางคนอาจจะไม่ชอบเหงื่อ ( Sweat ) มากนัก เพราะคิดว่า มันอาจจะทำให้หน้ามัน เหนียวเหนอะ หรือสกปรก แต่ว่าเหงื่อนี่แหละ ที่ช่วยนำพาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกมาจากรูขุมขน ซึ่งเป็นกลไกของร่างกาย ในการทำความสะอาดผิวนั่นเอง จะเห็นได้ว่าผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ จะผิวใส ดูมีเลือดฝาด มีชีวิตชีวา แต่ว่าถึงเหงื่อจะดีแต่ถ้าปล่อยเหงื่อ ( Sweat ) ไว้อย่างนั้น ไม่ค่อยทำความสะอาดผิว สิวก็ยังคงอยู่เช่นเดิม

 

3. เหงื่อ ( Sweat ) ช่วยทำให้หน้าเด็ก

เนื่องจากการออกกำลังกาย และการขับเหงื่อนั้น จะช่วยกระตุ้นให้ผิวหน้า และระบบไหลเวียนเลือด บริเวณผิวหนังทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่น และขับสารพิษไม่ให้ตกค้าง ผิวจะใส เปล่งปลั่ง อมชมพู

 

4. เหงื่อ ( Sweat ) ช่วยระบายความร้อน และรักษาอุณหภูมิของร่างกาย

เมื่อเหงื่อ ( Sweat ) ออก และระเหยไป ร่างกายระบายความร้อนออกมา ทำให้ร่างกายเย็นลง และรู้สึกสดชื่น

 

5. เหงื่อ ( Sweat ) ช่วยป้องกันนิ่วในไต

การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อได้เป็นประจำ จากของเสียต่าง ๆ ก็จะถูกกำจัด ไม่ตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย จากการศึกษาเรื่องนี้พบว่า สามารถช่วยป้องกัน การเกิดนิ่วในไตได้ ทั้งยังทำให้ไตแข็งแรง ขึ้นอีกด้วย

 

6. เหงื่อ ( Sweat ) ช่วยเตือนโรค

เหงื่อ ( Sweat ) บอกโรค ได้โดยไม่จำเป็น ต้องเกิดจากอากาศร้อน อย่างเดียว ซึ่งมีโรคง่าย ๆ ที่ควรทราบไว้ได้แก่ ไทรอยด์เป็นพิษ ที่ทำให้มีเหงื่อชุ่มฝ่ามือได้, โรคสมอง และระบบประสาท, ความเครียดวิตกกังวลมาก, เบาหวาน, ขาดน้ำรุนแรง นอกจากนั้นยังมีโรคที่เหงื่อ ( Sweat ) ออกจนฝ่ามือแฉะชื้นรบกวนชีวิตได้ หรือยาบางอย่าง ก็ทำให้เหงื่อ ( Sweat ) ออกน้อย เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า และยาต้านสารสื่อประสาทอื่น ๆ

 

7. เหงื่อ ( Sweat ) ทำให้อารมณ์ดี

ประโยชน์ของเหงื่อ ( Sweat ) ข้อนี้ไม่ใช่ประโยชน์โดยตรง แต่หากเหงื่อ ( Sweat ) ที่ถูกขับออกมานั้น มาจากการใช้แรง หรือการออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ออกมาพร้อมกับเหงื่อ ทำให้อารมณ์ดี และรู้สึกสดชื่น ผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ จะเข้าใจความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ดีขนาดนี้ คงไม่ออกกำลังกาย ไม่ได้เสียแล้วใช่ไหม ถึงแม้คุณจะอยู่ที่บ้าน คุณก็เสียเหงื่อ ( Sweat ) ได้ แค่คุณขยับ คุณก็ได้ออกกำลังกายแล้ว

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ตะคริว ปัญหาหลักของการ ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย ลดต้นแขน ให้ ไร้ไขมันส่วนเกิน

วอร์มอัพ ร่างกายก่อนเล่น ฟิตเนส ( Fitness )

วอร์มอัพ ร่างกายก่อนเล่น ฟิตเนส ( Fitness )

ก่อนเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) ทุกครั้ง สังเกตได้ว่าเทรนเนอร์มักจะบังคับให้เรา วอร์มอัพ ก่อน ออกกำลังกาย เสมอ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเราค่ะ แต่จะเพราะเหตุผลอะไรนั้นมาดูกันค่ะ

 

ทำไมต้อง วอร์มอัพ ก่อนเล่น ฟิตเนส ( Fitness ) ?

     การ ออกกำลังกาย ในยุคสมัยปัจจุบัน จัดว่าเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะ มีไอดอลอย่างเช่น ดารานักร้องที่มีร่างกายที่สมส่วนสวยงามจึงเป็นค่านิยมการ ออกกำลังกาย กันมากในขณะนี้แต่สิ่งสำคัญที่ผู้คนชอบละเลยในการ ออกกำลังกาย นั่นคือการ วอร์มอัพ หรือ การอบอุ่นร่างกายนั่นเองการอบอุ่นร่างกาย หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า วอร์มอัพ

     ถือเป็นขั้นตอนที่ครูพละ เทรนเนอร์ หรือ ผู้ฝึกสอนย้ำนักย้ำหนาว่า “ ต้องทำ ” ก่อน และ หลังการฝึกซ้อม และ ในการแข่งขัน แต่ทำไมต้องทำละ ? ไม่ทำได้ไหม ? หากไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ?

 

วอร์มอัพ

     เป็นการป้องกันอุบัติเหตุก่อนการ ออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะก่อนการ ออกกำลังกาย นั้น ร่างกายของคนเรายังอยู่ในภาวะที่ปกติอยู่ ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องทำการ “ วอร์มอัพ ” เสียก่อน ซึ่ง วอร์มอัพ นั้นก็คือ การอบอุ่นร่างกายในเบื้องต้น เพื่อให้ร่างกายมีภาวะที่พร้อมก่อนที่จะมีการ ออกกำลังกาย ทั้งในนอกสถานที่ และใน ฟิตเนส 24 ชั่วโม

 

วอร์มอัพ กี่นาที ควรวอร์มส่วนไหนบ้าง ?

  • วอร์มอัพ 5-15 นาที

     การยืดเส้นยืดสาย การยืดกล้ามเนื้อ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา หัวไหล่ เอว ข้อเท้า เป็นต้น และที่สำคัญ คือการ วอร์มอัพ ในส่วนที่เราจะใช้เยอะ ๆ เช่น วิ่ง ก็ต้อง วอร์ม ข้อเท้า เท้า เป็นต้น

     เพียงเท่านี้ทุก ๆ คนที่ชื่นชอบการ ออกกำลังกาย ก็จะปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บ ที่อาจที่เกิดขึ้นขณะ เล่นกีฬา หรือ หลังจากเล่นกีฬา

     อย่าลืมว่าก่อนการ ออกกำลังกาย ทุกครั้ง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การอบอุ่นร่างกาย หรือ วอร์มอัพ การอบอุ่นร่างกาย เป็นการเตรียมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือ อวัยวะที่เกี่ยวกับการเคลื่อน ไหวให้พร้อมที่จะทำงาน เพื่อป้องกัน และ ลดอาการ บาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นจากการ ออกกำลังกาย โดยทั่วไปการอบอุ่นร่างกายจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. การอบอุ่นร่างกาย เป็นการทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หรือ ร้อนขึ้น

     การยืดกล้ามเนื้อ และ เส้นเอ็น เพื่อให้การเคลื่อนของข้อต่อเป็นไปอย่างสะดวก ไม่เกิดการฉีกขาด สำหรับประเทศไทยซึ่งมีอากาศร้อน การทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น การอบอุ่นร่างกายจึงไม่ค่อยสำคัญเท่ากับประเทศ ที่มีอากาศหนาวที่จะต้องใช้เวลาในการอบอุ่นนานพสมควร

2. กล้ามเนื้อของเรา ยืดได้ดีมากน้อยเพียงใด

     หากต้องการจะทราบว่ากล้ามเนื้อของเรา ยืดได้ดีมากน้อยเพียงใดอาจทำได้ด้วยวิธี ง่าย ๆ ดังขั้นตอนนี้

ยืนตัวตรง ข้อเข่าเหยียดตรง

แล้วค่อย ๆ ก้มตัวลงมาทางด้านหน้า

พยายามใช้ปลายมือแตะที่นิ้วเท้า

     ถ้าสามารถแตะได้แสดงว่ากล้ามเนื้อทางด้านหลังไม่ตึง แต่ถ้านิ้วมือยังห่างพื้นมาก แสดงว่ากล้ามเนื้อทางด้านหลังยังตึงมาก ควรต้องยืดกล้ามเนื้อทางด้านหลังโดยเฉพาะบริเวณด้านหลังของต้นขา สะโพก และเอวให้มากขึ้น

 

การ ออกกำลังกาย จะมี 5 ขั้นตอน คือ

1. การอบอุ่นร่างกาย ( warm up )

2. การยืดกล้ามเนื้อ ( stretching )

3. การออกกำลัง ( training zone exercise )

4. การผ่อนกาย ( cool down )

5. การยืดกล้ามเนื้อ ( stretching )

 

     และที่สำคัญ ไม่ควรหักโหมจนเกินไปนะคะ การ ออกกำลังกาย นั้น หรือ การเล่น ฟิตเนส ( Fitness )ทั่ว ๆ ไป ก็ต้อง วอร์มอัพ กันก่อน เพื่อลดอากาศบาดเจ็บนะ ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปวิ่ง ยกน้ำหนัก แบบนี้ไม่ควรทำ เพราะจะเกิดผลเสียตามมา และ อันตรายมาก ๆ ด้วย

 

     ใครที่ต้องการฟิตหุ่นอยู่เราเป็นกำลังใจให้นะคะ ส่วนใครที่กำลังหา ฟิตเนส ( Fitness )ดี ๆ เราขอแนะนำ ฟิตเนส ( Fitness ) ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงอย่าง FIT24 สาขาศรีนครินทร์ และ ทางเรายังมีสาขาอื่นอีกนั่นก็คือ สาขาข้าวสาร และ สาขาพระอาทิตย์ เรามีเครื่อง ออกกำลังกาย มากมายให้คุณได้เลือก อีกทั้งยังมีพนักงานคอยบริการเป็นอย่างดี รับรองว่าไปแล้วไม่ผิดหวังค่ะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ใน ฟิตเนส ( Fitness )

การใช้ เครื่องออกกำลังกาย ในฟิตเนส สำหรับ มือใหม่ พึ่งเล่นเวท

บรรเทาอาการ ปวดหลัง หลังจาก ออกกำลังกาย

บรรเทาอาการ ปวดหลัง หลังจาก ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายด้วย เครื่องเล่น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ภายใน ฟิตเนส ( Fitness ) ในบางท่า อาจทำให้ผู้เล่น มีอการ ปวดหลัง จากการเล่นได้ วันนี้เราจึงมาแนะนำวีธีที่ช่วย บรรเทาอาการ ปวดหลัง มาฝากกันครับ

 

อาการ ปวดหลัง จากการเล่น เครื่องออกกำลังกาย หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในฟิตเนส ( Fitness ) อาจเป็นปัญหาหนึ่ง ที่ผู้ออกกำลังกาย ในฟิตเนส เคยประสบ โดยเฉพาะ ผู้ที่ออกกำลังกาย แบบเวทเทรนนิ่ง ที่จำเป็นต้องใช้ แรงของร่างกาย ในการต้านทาน น้ำหนักที่มากกว่าปกติ ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ และกล้ามเนื้อหลัง ก็เป็นหนึ่งใน ส่วนที่ผู้ออกกำลังกาย หลายคนเลือกเล่นด้วย หากผู้เล่นนั่ง หรือยืนเล่น เครื่องออกกำลังกาย ผิดท่า หรือมีการรับ น้ำหนักมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ ซึ่งส่วนหลังของร่างกายมนุษย์ เป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่มาก การปวดหลัง ในแต่ละส่วน สามารถ แบ่งตามส่วนของหลังได้ ตามโครงสร้าง ดังนี้

 

1. กระดูกสันหลัง ( Spine )

 

เป็นกระดูก แกนกลาง ของร่างกาย ทำหน้าที่ ในการรองรับ น้ำหนักตัว กระดูกสันหลัง มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ ตั้งแต่คอจนถึงเอว โดยแบ่งได้เป็น 4 ส่วน คือ ส่วนคอ, ส่วนอก, ส่วนเอว และส่วนกระเบนเหน็บ หรือ กระดูกก้นกบ ซึ่งส่วนที่ พบอาการปวดบ่อยที่สุด คือ ส่วนเอว เนื่องจาก เป็นส่วนที่ รองรับน้ำหนัก จากร่างกายส่วนบน

 

การปวดหลัง ในส่วนของ กระดูกสันหลัง มักเกิดจาก ขณะเล่นเครื่องเล่น หรืออุปกรณ์ หลังมีการแอ่นมากจนเกินไป ทำให้การรับน้ำหนัก มีความมั่นคงน้อยลง และน้ำหนักที่ใช่เล่นเวท กดทับในบริเวณนั้นได้ เมื่อหลังแอ่น ในขณะเล่น จึงควรยืนให้เหยียดตรง และไม่แอ่นหลังมาก

 

นอกจากนี้ คนทำงานออฟฟิศ ที่จำเป็นต้องนั่งอยู่ จากหน้าจอคอมเป็นเวลานาน หากนั่งหลังงอขณะทำงาน เป็นเวลานาน กระดูกสันหลัง ก็จะงอตามไปด้วย และอาจเกิดอาการ ปวดหลังได้ แล้วหากมาเล่น เครื่องออกกำลังกาย แล้วจัดท่าขณะเล่น ไม่ถูกต้องอีก ก็จะทำให้อาการปวดหลัง เกิดขึ้นอีก และเรื้อรังได้

 

2. กล้ามเนื้อหลัง ( Back muscles )

 

เป็นส่วนที่ยึดติดอยู่ กับกระดูกสันหลัง โดยมีเส้นเอ็น ยึดกระดูก แต่ละชิ้น เข้าไว้ด้วยกัน จะมีอาการปวดหลังได้ ตั้งแต่ บริเวณ บั้นเอวขึ้นไป อาจเป็นข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง อาการปวดมีได้ ตั้งแต่ปวดเมื่อย จนกระทั่งรุนแรง ปวดตลอดเวลา และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง สาเหตุเกิดจาก การใช้กล้ามเนื้อหลัง ที่ผิด ไม่มีการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ช่วงก่อนและ หลังออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิด การบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้ออักเสบได้

 

3. เส้นประสาทไขสันหลัง ( Spinal cord )

 

ในบริเวณ ช่องโพรง กระดูกสันหลัง จะมีเส้นประสาท ไขสันหลัง จำนวน 31 คู่ ทำหน้าที่ รับความรู้สึก และสั่งงานไปยัง อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากได้รับบาดเจ็บ อาจส่งผลให้เกิด อาการชา หรืออ่อนแรงได้

 

อาการ ปวดหลัง ( Backache ) จากการใช้ เครื่องออกกำลังกาย หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีน้ำหนัก ภายใน ( Fitness ) สามารถ เกิดขึ้นได้ จากการเคลื่อนไหว หรือใช้งานหลังที่ไม่ถูกต้อง ผิดอิริยาบท ของร่างกาย หรือมีการรับน้ำหนัก มากเกินไป เป็นเวลานาน โดยระดับ ความรุนแรง ยังขึ้นอยู่ กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้เล่นด้วย ดังนี้

 

 

 

  • อายุ : เมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อม ของร่างกาย จะเพิ่มขึ้นตาม ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ง่าย
  • น้ำหนักตัว : ผู้เล่นที่มีน้ำหนักตัวมาก ส่งผลให้ กระดูกสันหลัง ต้องรับน้ำหนักมาก ตามไปด้วย
  • กิจวัตรประจำวัน : ผู้ที่ทำงาน นั่งเก้าอี้ เป็นเวลานาน หรือผู้ที่ต้องทำงาน ใช้แรงยกของ จะมีความเสี่ยงที่ในการ ปวดหลัง มากกว่าคนทั่วไป
  • ขาดการออกกำลังกาย : ผู้เล่นที่ห่างจากการ ออกกำลังกายไปนาน หรือ มือใหม่ที่พึ่งเล่นเวทเทรนนิ่ง ทำให้ขาดความต่อเนื่อง หรือความเคยชิน จากการใช้ น้ำหนัก มากกว่าปกติ ทำให้มีอาการปวดหลัง ได้ง่ายกว่า ผู้ที่ออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่อง

 

บรรเทาอาการ ปวดหลัง

 

หากผู้ออกกำลังกาย มีอาการ ปวดหลัง ให้หยุดการออกกำลังกาย ที่ต้องใช้ กล้ามเนื้อมัดหลังทั้งหมด จากนั้น ให้ยืดกล้ามเนื้อหลังไปมา เพื่อความผ่อนคลาย หลังจากเล่นเสร็จ หากยังมีอาการอยู่ ควรทำการประคบเย็น ในบริเวณที่ปวด 10-20 นาที ทุก 2- 3 ชั่วโมง และรับประทานยาแก้ปวด หรือทายาคลายกล้ามเนื้อได้

 

โดยปกติแล้ว อาการปวดหลัง สามารถหายได้เอง หากพักร่างกาย 2 - 3 วัน และพยายามนอนตะแคง แต่หากอาการ ปวดหลัง ไม่ดีขึ้น หรือปวดนานเกิน 2 สัปดาห์ แนะนำให้ ทำการพบแพทย์ หากอาการ ปวดหลัง หายดี ผู้ออกกำลังกาย ควรหมั่นบริหาร กล้ามเนื้อส่วนหลัง ให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อป้องกัน การกลับมาเป็นซ้ำ และป้องกันโรคปวดหลัง หรือการบาดเจ็บ ที่หลังเรื้อรัง

 

ทั้งนี้ อาการปวดหลัง สามารถป้องกันได้ โดยก่อนออกกำลังกาย ทุกครั้ง ควรทำการ อบอุ่นร่างกาย เพื่อยืดหยุ่นกล้ามเนื้อทุกส่วน ช่วยลดอาการปวดหลัง หรืออาการบาดเจ็บส่วนอื่น ๆ จากการ ออกกำลังกายได้ และขณะที่ทำการ ยกเวท ควรเลือกใช้ น้ำหนัก ที่มีความเหมาะสม กับตนเอง เล่นอย่างพอดี ไม่หักโหม จนเกินไป เพื่อให้ร่างกาย ได้มีการพักผ่อน และฟื้นฟูด้วยตัวเอง รวมถึง ในการเล่นเวท ในท่ายืน หรือท่านั่งที่ไม่มีหลังพิง ต้องจัดโครงสร้างร่างกายให้ได้ ไม่งอหลัง หรือแอ่นหลังมาก จนเกินไป อีกด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ใน ฟิตเนส ( Fitness )

การใช้ เครื่องออกกำลังกาย ในฟิตเนส สำหรับ มือใหม่ พึ่งเล่นเวท

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ใน ฟิตเนส ( Fitness )

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ใน ฟิตเนส ( Fitness )

อุปกรณ์ ออกกำลังกาย แบบฟรีเวท ( Free Weight ) ถือได้ว่าเป็น อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทุก ฟิตเนส ( Fitness ) ต้องมี ซึ่งจะมีอุปกรณ์ใด และการเล่นอุปกรณ์รูปแบบนี้ จะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาติดตามกันครับ

 

แน่นอนว่าภายใน ฟิตเนส ( Fitness ) นั้น เต็มไปด้วยอุปกรณ์ และเครื่องเล่นออกกำลังกายมากมายหลากหลายประเภท จนคุณเลือกเล่นกันไม่ถูกกันเลยทีเดียว ซึ่งหากแบบประเภทของ อุปกรณ์ หรือเครื่องเล่นต่าง ๆ ภายใน ฟิตเนส ( Fitness ) อย่างง่าย จะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ คือ

 

1. เครื่องออกกำลังกายแบบแมชชีน ( Machine ) ที่จะมีลักษณะเป็นเครื่องเล่นที่มีขนาดกลาง ไปจนถึงใหญ่ มักใช้ในการออกกำลังกาย แยกเฉพาะส่วน โดยเฉพาะ

 

2. เครื่องออกกำลังกายแบบ ฟรีเวท ( Free Weight ) เครื่องเล่น หรืออุปกรณ์ที่มี น้ำหนักตั้งอยู่แบบอิสระ สามารถนำมาออกกำลังกาย และใช้ได้กับ กล้ามเนื้อหลายส่วน โดยเครื่องออกกำลังกาย ในรูปแบบนี้ เช่น

 

ดัมเบล ( Dumbbell )

 

อุปกรณ์ยกน้ำหนักที่ถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์ยอดนิยม สำหรับผู้ที่สนใจเล่นกล้าม ที่สามารถหาซื้อได้ง่าย จึงมีได้รับความนิยมในการเล่นเป็นอย่างมาก โดยดัมเบลที่ใช้ใน ฟิตเนส ( Fitness ) จะมีรูปแบบเป็นคู่น้ำหนัก ที่ใส่เพิ่มเติมน้ำหนักไม่ได้

 

บาร์เบล ( Barbell )

 

อุปกรณ์ยกน้ำหนัก ที่มีข้อต่อเป็นอันเดียวกัน บาร์เบลใน ฟิตเนส ( Fitness ) สามารถเพิ่มแท่นน้ำหนักใส่ได้ตามต้องการ สามารถใช้ได้เล่นหลากหลายท่า เหมือนกัน ดัมเบล แต่จะมีอิสระ ในการเล่นน้อยกว่า ดัมเบล ( Dumbbell ) ที่อยู่แยกกัน

 

เคตเทิลเบล ( Kettlebell )

 

อุปกรณ์ยกน้ำหนักรูปแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ในปัจจุบัน โดยรูปร่างของ เคตเทิลเบล จะมีลักษณะคล้าย ลูกตุ้ม มีด้ามจับ ส่วนฐานแบนไม่กลม สามารถตั้งวางกลับพื้นได้ง่าย

 

คลับเบล ( Clubbell )

 

อุปกรณ์น้ำหนัก ฝึกออกกำลังกายที่มี ลักษณะคล้ายกับ ไม้เบสบอล แต่ส่วนหัวอุปกรณ์ จะเป็นหัวตัด เพื่อตั้งวางอุปกรณ์ได้ โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในไทย และยังไม่ค่อยมีการใช้เล่นกันใน ฟิตเนส ( Fitness )

 

ม้านั่งฟิตเนส ( Fitness Bench ) 

 

หนึ่งในอุปกรณ์สำคัญใน ฟิตเนส ( Fitness ) ที่มักใช้เล่นควบคู่กับ การยกน้ำหนักจาก ดัมเบล หรือบาร์เบล โดยเฉพาะ ในการเล่นท่าอก ซึ่งทุกฟิตเนสต้องมี ม้านั่งฟิตเนส อย่างแน่นอน ซึ่งสามารถพบได้ ทั้งแบบปรับระดับได้ และปรับระดับไม่ได้

 

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึง อุปกรณ์อื่น ๆ ที่อาจพบได้ในบาง ฟิตเนส ( Fitness ) เช่น แผ่นน้ำหนัก, ยางยืดออกกำลังกาย, เชือกกระโดด, ถุงทราย เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ สามารถ ใช้ในการออกกำลังกายได้อย่างอิสระ เช่นกัน จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เครื่องออกกำลังกายแบบ ฟรีเวท ( Free Weight )